น่าอนาถ..!!! ระบบการศึกษาของเยาวชนไทยในอานาคต งบประมาณก้อนมหึมา ระบบการศึกษาตกต่ำสุดขีดสุด สุด..!!!

5

รร. ในสังกัด สพฐ.เหลือเด็กหลักร้อย…แล้วใครจะรับผิดชอบอนาคตการศึกษาไทย“รมต.ศึกษาฯ”หายหัวไปไหน?

วิกฤตโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวนนักเรียนลดลง บางแห่งเหลือเพียงหลักร้อย ปัญหาโรงเรียนในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีจำนวนนักเรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงปัญหาของ “โรงเรียน” แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลรเปลี่ยนแปลงด้านประชากร เศรษฐกิจ สังคม และระบบการศึกษาทั้งระบบ

ต้นเหตุสำคัญที่สุด เด็กเกิดน้อยลงอย่างรวดเร็วประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ้อมูล ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า เด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง,อัตราการเกิดต่ำกว่าอัตราการตาย,หลายจังหวัดมีเด็กเกิดใหม่ลดลงเกิน 40-50%ผลคือนักเรียนชั้นอนุบาลและ ป.1 ลดลงทุกปีเมื่อไม่มีเด็กเข้าใหม่อีก 10 ปีข้างหน้า โรงเรียนจำนวนมากจะเหลือนักเรียนเพียงครึ่งเดียว คนย้ายเข้าเมือง ปัจจุบันคนวัยแรงงานย้ายเข้า กรุงเทพ ปริมณฑล,เขตอุตสาหกรรม,เมืองท่องเที่ยว ลูกจึงย้ายตามโรงเรียนชนบทจึงสูญเสียนักเรียนทุกปี ขณะที่โรงเรียนในเมืองกลับมีนักเรียนล้นห้องเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน

ผู้ปกครองเลือกโรงเรียนมากขึ้น จากอดีตเด็กเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน แต่ปัจจุบันผู้ปกครองเลือกจากชื่อเสียง,คะแนนสอบ,ภาษาอังกฤษ,ห้องเรียนพิเศษ,โรงเรียนขนาดใหญ่,สิ่งอำนวยความสะดวก ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเสียเปรียบเด็กในตำบลเดียวกันยังถูกส่งไปเรียนต่างอำเภอ ระบบงบประมาณยิ่งทำให้โรงเรียนอ่อนแอ งบประมาณส่วนใหญ่คิดตาม “จำนวนนักเรียน”เมื่อเด็กลด งบก็ลด เมื่อเงินลด ปัญหาทซ่อมอาคารไม่ได้ ซื้อสื่อไม่ได้จ้างครูเพิ่มไม่ได้ คุณภาพลดลง ผู้ปกครองยิ่งย้ายลูก จึงเกิดวงจรเด็กลด งบลด คุณภาพลด เด็กลดอีก โรงเรียนเล็กขาดครู บางโรงเรียนมีนักเรียนเพียงแค่ 120 คนแต่มีครูเพียง6 คนต้องสอนครบภาษาไทย,คณิต,วิทย์,อังกฤษ,ศิลปะ,ดนตรี,พลศึกษารวมทั้งงานธุรการครูคนเดียวต้องทำหลายหน้าที่เวลาสอนจริงลดลง •ภาระเอกสารมากกว่าการสอนครูจำนวนมากใช้เวลาไปกับประเมินรายงาน,โครงการ,ตัวชี้วัด,ระบบออนไลน์ หลายโรงเรียนใช้เวลากับเอกสารมากกว่าการเตรียมการสอน

เทคโนโลยีทำให้การแข่งขันสูงขึ้นปัจจุบันผู้ปกครองเปรียบเทียบโรงเรียนผ่าน Facebook,TikTok
,YouTubeโรงเรียนที่ประชาสัมพันธ์เก่งดึงเด็กได้มากโรงเรียนชนบทที่ขาดบุคลากรด้านนี้เสียเปรียบ โรงเรียนเล็กมีต้นทุนต่อหัวสูงตัวอย่าง โรงเรียน A นักเรียน 90 คนมีครู 8 คนค่าใช้จ่ายอาคารเท่ากับโรงเรียน 500 คนแต่รายรับต่างกันมากรัฐบาลจึงต้องอุดหนุนเพิ่มทุกปี การเมืองท้องถิ่นมีผลบางแห่งโรงเรียนอยู่ได้เพราะนักการเมืองท้องถิ่น,อบจ.,เทศบาล,อดีตศิษย์เก่า แต่บางแห่งไม่มีแรงสนับสนุนจึงค่อย ๆ เสื่อมลง

การแข่งขันกับโรงเรียนเอกชน
โรงเรียนเอกชนหลายแห่งมีจุดเด่นห้องเรียนสองภาษา STEM,AI,Coding,รถรับส่ง,ดูแลเด็กหลังเลิกเรียนผู้ปกครองยอมเสียค่าใช้จ่ายเพื่อโอกาสของลูก หากทางรัฐเมินผลกระทบระยะยาวหากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไปอาจเกิดผลกระทบ เช่นโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากต้องควบรวมหรือยุบ ชุมชนสูญเสียศูนย์กลางด้านการศึกษาและกิจกรรม เด็กในพื้นที่ห่างไกลต้องเดินทางไกลขึ้น เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยง ครูถูกโยกย้ายตามการปรับโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างเมืองกับชนบทอาจยิ่งขยายตัว

ถ้ารัฐบาล และ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมต.ศึกษาฯคิดไม่ออก ”พยัคฆ์น้อย ๑๐๙“ จะเสนอแนวทางแก้ไขเชิงนโยบายประการแรกปรับระบบงบประมาณ ไม่ให้ยึดเฉพาะจำนวนนักเรียน แต่คำนึงถึงภารกิจและความจำเป็นของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ยกระดับโรงเรียนขนาดเล็ก ให้มีจุดเด่นเฉพาะ เช่น ภาษา เทคโนโลยี เกษตร นวัตกรรม หรือการเรียนรู้ตามบริบทชุมชน ลดภาระงานเอกสารของครู เพื่อให้ครูกลับไปทุ่มเทกับการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคโนโลยีและการเรียนการสอนร่วมกัน ระหว่างหลายโรงเรียน เพื่อให้เด็กเข้าถึงครูผู้เชี่ยวชาญ แม้โรงเรียนจะมีขนาดเล็ก พิจารณาการควบรวมโรงเรียนอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงระยะทาง ความปลอดภัย คุณภาพการศึกษา และผลกระทบต่อชุมชน ไม่ใช่ใช้จำนวนนักเรียนเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว เชื่อมโยงโรงเรียนกับชุมชนและองค์กรท้องถิ่น เพื่อให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่เป็นเพียงสถานที่เรียนของเด็ก

ซึ่งวิกฤตโรงเรียนขนาดเล็กไม่ใช่เพียงเรื่อง “เด็กน้อยลง” แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การย้ายถิ่น ระบบการจัดสรรงบประมาณ และการแข่งขันด้านคุณภาพการศึกษา หากมุ่งแก้เฉพาะการยุบหรือควบรวมโรงเรียน โดยไม่ปรับโครงสร้างการบริหารและการสนับสนุน โรงเรียนจำนวนมากอาจหายไป แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะยังคงอยู่

ในอีกด้านหนึ่ง หากสามารถปรับบทบาทโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน ใช้เทคโนโลยีเสริมการสอน และสนับสนุนทรัพยากรตามความจำเป็น โรงเรียนเหล่านี้ยังสามารถเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างยั่งยืน.

ภาพของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เคยมีนักเรียน จากอดีต หลัก 1,000.-5,000 คน แต่วันนี้เหลือเพียง 100-200 คน ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นสัญญาณเตือนที่ดังขึ้นทุกปี แต่ดูเหมือนว่าเสียงเตือนนี้ยังไม่ดังพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

คำถามที่อยากส่งไปถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คือ…กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายอย่างไรต่อโรงเรียนที่กำลังสูญเสียเด็กนักเรียนอย่างต่อเนื่อง? รมต. หายตัว .? หรือจะปล่อยให้จำนวนเด็กลดลงจนโรงเรียนค่อย ๆ อ่อนแอ แล้วสุดท้ายก็ต้องยุบหรือควบรวมเพียงอย่างเดียวหรือ?

การยุบโรงเรียนอาจช่วยลดภาระงบประมาณในระยะสั้น แต่ในระยะยาว ชุมชนจะสูญเสียศูนย์กลางของการเรียนรู้ เด็กเล็กต้องเดินทางไกลขึ้น ผู้ปกครองมีภาระเพิ่มขึ้น และหลายพื้นที่อาจกลายเป็นชุมชนที่ไม่มีโรงเรียนเหลืออยู่เลย ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากผู้บริหารโรงเรียนหรือครู หากแต่เป็นผลจากโครงสร้างประชากรที่เด็กเกิดน้อยลง การย้ายถิ่นฐานของครอบครัว และการแข่งขันของระบบการศึกษาที่ทำให้ผู้ปกครองเลือกส่งลูกเข้าโรงเรียนขนาดใหญ่หรือโรงเรียนเอกชนมากขึ้น

หากกระทรวงยังใช้นโยบายจัดสรรงบประมาณตามจำนวนนักเรียนเป็นหลัก โรงเรียนเล็กก็จะยิ่งอ่อนแอ เพราะเมื่อเด็กลด งบประมาณก็ลด คุณภาพก็ลด และสุดท้ายเด็กก็ย้ายออก กลายเป็นวงจรที่ไม่มีวันสิ้นสุด วันนี้ สิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่เพียงคำอธิบายว่าทำไมเด็กถึงน้อยลง แต่ต้องการเห็นวิสัยทัศน์ว่า รัฐบาลจะพาโรงเรียนขนาดเล็กเดินต่อไปอย่างไร เหตุใดไม่ปรับโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นโรงเรียนเฉพาะทางด้านภาษา เทคโนโลยี กีฬา ศิลปะ หรือเกษตรสมัยใหม่ เพื่อสร้างจุดเด่นของแต่ละพื้นที่

เหตุใดไม่ลดภาระงานเอกสารของครู แล้วคืนเวลาให้ครูได้สอนเด็กอย่างเต็มที่ เหตุใดไม่ใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงโรงเรียนขนาดเล็กเข้าหากัน เพื่อให้เด็กในชนบทได้เรียนกับครูผู้เชี่ยวชาญเช่นเดียวกับเด็กในเมือง หรือแม้แต่การปรับระบบงบประมาณ ให้คำนึงถึงบทบาทของโรงเรียนในฐานะศูนย์กลางของชุมชน มากกว่าคิดจากจำนวนเด็กเพียงอย่างเดียว

การศึกษาไม่ใช่ต้นทุนที่ต้องลด แต่คือการลงทุนที่กำหนดอนาคตของประเทศ หากวันนี้เราปล่อยให้โรงเรียนทยอยอ่อนแอ เพราะเห็นว่ามีเด็กเพียงหลักร้อย วันหนึ่งประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับปัญหาที่หนักกว่าการขาดแคลนงบประมาณ นั่นคือการขาดโอกาสทางการศึกษาของเด็กในชนบท และความเหลื่อมล้ำที่ยิ่งขยายตัว

คำถามสุดท้ายจึงยังคงเดิม…ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายระยะยาวอย่างไรในการรักษาโรงเรียนของรัฐให้เป็นความหวังของชุมชนต่อไป? หรือเราจะปล่อยให้โรงเรียนค่อย ๆ หายไปพร้อมกับจำนวนเด็กที่ลดลง โดยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน รมตถึงเวลาแล้วที่กระทรวงศึกษาธิการต้องแสดงคำตอบให้สังคมเห็นด้วยการลงมือทำ มากกว่าปล่อยให้ตัวเลขนักเรียนลดลงปีแล้วปีเล่า เพราะทุกโรงเรียนที่อ่อนแอลง ไม่ได้หมายถึงอาคารเรียนที่เงียบเหงาเท่านั้น แต่หมายถึงโอกาสของเด็กไทยที่กำลังลดน้อยลงด้วย อยากเห็น นายอนุทิน ชาญวีระกุล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับปัญหาใหญ่ของประเทศ ได้โปรดลงมา กำชับสั่งการให้เร่งแก้ไขเร่งด่วนโดยใช้”วลี สั่งวันนี้ เสร็จเมื่อวาน“