หน้าแรกไลฟ์สไตล์จีนเดินหน้าระบบ “ความทันสมัยแบบรัฐนำ” นักวิชาการชี้พัฒนาเร็วจากเสถียรภาพ–เศรษฐกิจจริง–การคุมความเสี่ยงเชิงระบบ

จีนเดินหน้าระบบ “ความทันสมัยแบบรัฐนำ” นักวิชาการชี้พัฒนาเร็วจากเสถียรภาพ–เศรษฐกิจจริง–การคุมความเสี่ยงเชิงระบบ

แนวคิด “ความทันสมัยแบบจีน (Chinese Modernization)” คำนี้มักจะได้ยินบ่อยครั้ง หลังเดินหน้าพัฒนาประเทศเต็มรูปแบบแบบองค์รวม ทั้งประชากร ประเทศ ความมั่นคง อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ความทันสมัยของจีนมีความเป็นเอกลักษณ์และมีความเฉพาะตัวสูง ดังนั้นจะพาผู้อ่านไปเจาะลึกถึงแนวนโยบายจีน ว่าทำอย่างไรถึงพัฒนาแบบก้าวกระโดด และเมื่อเกิดวิกฤติทำไมจีนถึงตั้งตัวได้

ผู้เขียนมีโอกาส ได้ฟัง ศาสตราจารย์หวัง เหวิน (Wang Wen) คณบดีและศาสตราจารย์ ประจำสถาบันจงหยางเพื่อการศึกษาด้านการเงิน (Chongyang Institute for Financial Studies : RDCY ) มหาวิทยาลัยเหรินหมินแห่งประเทศจีน และคณบดีสถาบัน School of Global Leadership: SGL มหาวิทยาลัยเหรินหมินแห่งประเทศจีน

ศ.หวัง เวิน อธิบายเส้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศตลอดกว่า 40 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าความสำเร็จของจีนเกิดจากการเติบโตแบบต่อเนื่องภายใต้เสถียรภาพทางการเมือง การวางแผนระยะยาวผ่านแผนพัฒนา 5 ปี และบทบาทนำของรัฐในการกำกับทิศทางเศรษฐกิจ

ที่น่าสนใจคือ จุดเด่นของโมเดลจีนคือ “การสะสมการพัฒนาแบบต่อเนื่อง” (compound growth) ซึ่งช่วยลดความผันผวนของระบบเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศสามารถเดินหน้าปฏิรูปได้โดยไม่สะดุดจากสงคราม ความแตกแยกทางสังคม หรือการเปลี่ยนนโยบายเชิงหักศอกเหมือนบางประเทศ

ขณะเดียวกันยังมีกรอบ “6 แนวทางต้านความเสี่ยง” ของจีน (Anti-X Framework)

ศ.หวังเวิน ระบุว่า จีนใช้แนวคิด “การต่อสู้เชิงโครงสร้าง” เพื่อรับมือความท้าทายหลักของประเทศในหลายมิติ ประกอบด้วย 6 ด้านสำคัญ ได้แก่

1) Anti-poverty (ต้านความยากจน)

จีนดำเนินนโยบายลดความยากจนขนาดใหญ่ โดยมุ่งเป้าขจัดความยากจนในชนบท และป้องกันการ “ย้อนกลับสู่ความยากจน” ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับบริการสาธารณะ และการสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น

2) Anti-blockage (ต้านการปิดกั้น)

จีนเผชิญข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและการค้า จึงเร่งพัฒนานวัตกรรมภายในประเทศ ลดการพึ่งพาภายนอก และผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI รถยนต์ไฟฟ้า และระบบดิจิทัล

3) Anti-pollution (ต้านมลพิษ)

จากปัญหามลพิษในอดีต จีนลงทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพิ่มพื้นที่สีเขียว และผลักดันนโยบายลดคาร์บอนตามเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality)

4) Anti-corruption (ต้านคอร์รัปชัน)

รัฐบาลจีนดำเนินนโยบายปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเข้มข้นในทุกระดับ เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือของรัฐ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร และสร้างวินัยภายในระบบราชการ มีระบบลงโทษสูงสุดประหารชีวิต ครั้งหนึ่งเคยกวาดล้างผู้ทำการทุจริตคอรัปชั่น นับกว่าสิบล้านคน 

5) Anti-hegemony (ต้านอำนาจครอบงำ)

จีนผลักดันระเบียบโลกที่มีความเป็นพหุภาคีมากขึ้น สนับสนุนความร่วมมือกับประเทศกำลังพัฒนา ผ่านโครงการ Belt and Road Initiative และกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศอื่นๆ

6) Anti-crisis (ต้านวิกฤตเชิงระบบ)

จีนเน้นการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น การควบคุมฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ การลดความเสี่ยงหนี้สินภาคครัวเรือนและท้องถิ่นการรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน

จีนพยายาม “ไม่ปล่อยให้ฟองสบู่เติบโตจนกลายเป็นวิกฤต” และใช้มาตรการกำกับเชิงรุกเพื่อลดความเสี่ยงเชิงระบบ 

เศรษฐกิจจีน : ยึด “เศรษฐกิจจริง” มากกว่าการเงิน

อีกแกนสำคัญของโมเดลจีนคือการให้ความสำคัญกับ “เศรษฐกิจจริง” (real economy) มากกว่าการขยายตัวของภาคการเงิน โดยมองว่าระบบการเงินต้องทำหน้าที่สนับสนุนภาคอุตสาหกรรม

แนวทางดังกล่าวทำให้จีนสามารถพัฒนา “ระบบอุตสาหกรรมครบวงจร” และก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ภาคพื้นฐานจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูง

โครงสร้างพื้นฐาน–เมืองเชื่อมเศรษฐกิจ

จีนลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟความเร็วสูง และการพัฒนาเขตเมืองเศรษฐกิจ (metropolitan clusters) เพื่อเชื่อมโยงเมืองใหญ่กับเมืองขนาดกลางและขนาดเล็ก

ผลลัพธ์คือการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ และเพิ่มความคล่องตัวของแรงงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

บทบาทโลก : แข่งขันมหาอำนาจแต่หลีกเลี่ยงสงครา

ในมิติระหว่างประเทศ จีนอยู่ในภาวะ “การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์” กับสหรัฐฯ ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังคงยึดแนวทางหลีกเลี่ยงความขัดแย้งรุนแรงหรือสงครามโดยตรง โดยอ้างแนวคิดการหลีกเลี่ยง “กับดักทูซิดิดีส”

จีนใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจในลักษณะ “เท่าเทียมกัน” (reciprocal countermeasures) ขณะเดียวกันยังพยายามรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ

เป้าหมายปี 2035 : สู่ประเทศพัฒนาแล้วเต็มรูปแบบ

จีนตั้งเป้าภายในปี 2035 จะบรรลุ “การพัฒนาสังคมนิยมที่ทันสมัย” โดยคาดหมายผลการดำเนินการ ดังนี้ GDP จะก้าวสู่ระดับสูงสุดของโลก GDP ต่อหัวอยู่ที่ 20,000–30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มเป็น 82–83 ปี ช่องว่างรายได้ลดลงคุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้น soft power ทางวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นในระดับโลก บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน เสริมความมั่นคงรอบด้านทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคงแห่งชาติ

มณีนาถ อ่อนพรรณา / เขียน 

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img