“ยศชนัน” นำทีมเยือนเนเธอร์แลนด์ เจรจา บ.เซมิคอนดักเตอร์ คุยอธิการ ม.ดัง พร้อมเสนอโมเดลความร่วมมือ 4 ด้าน ยกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

579

เนเธอแลนด์, วันที่ 15 มิถุนายน – ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนประเทศเนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม เปิดเผยว่า สาเหตุที่เลือกมาประเทศนี้ก็เพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนากำลังคน และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อันเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ เพราะอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทยทุกตัว ไม่ว่าจะเป็น Wellness เกษตรขั้นสูง ยานยนต์ หรืออิเล็กทรอนิกส์ ล้วนตั้งอยู่บนชิปทั้งสิ้น และเนเธอร์แลนด์คือหนึ่งในผู้นำโลกตัวจริงของอุตสาหกรรมนี้

เนเธอร์แลนด์เป็นที่ตั้งของ ASML บริษัทสัญชาติดัตช์ที่เป็นหัวใจของห่วงโซ่การผลิตชิปทั้งโลก โดยเป็นผู้ผลิตเครื่อง EUV (Extreme Ultraviolet) lithography เพียงรายเดียวในโลก ครองส่วนแบ่งตลาดภาพรวมถึงราว 90% การหารือกับ ASML ในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การดึงประเทศไทยเข้าไปเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของบริษัท ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายพันธมิตรเฉพาะทางอยู่ราว 5,000 ราย

โดย รองนายกฯ และ รมว.อว. ได้เข้าพบปะหารือกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีไอนด์โฮเวน (TU/e) พร้อมด้วยผู้แทนจาก ASML และ Brainport Eindhoven โดย TU/e ตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคเทคโนโลยีที่มีนวัตกรรมสูงที่สุดของยุโรป เขากล่าวภายหลังการหารือว่า การมาเยือน TU/e ในวันนี้ เราได้มาพบกับระบบนิเวศนวัตกรรมด้านไฮเทคที่เรียกว่า Brainport ซึ่งเติบโตมาจากบริษัท Philips โดยมีมหาวิทยาลัยอยู่ใจกลาง นี่คือโมเดลระบบนิเวศแบบที่เราอยากให้เกิดขึ้นที่ประเทศไทย จุดเด่นของ TU/e คือแนวทาง Challenge-Based Learning ที่ให้นักศึกษาทำงานบนโจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม ปัจจุบันมีนักศึกษาไทย 6 คนเข้าร่วมโครงการ Eindhoven Semicon Summer School แล้ว ซึ่ง อว. ได้เจรจาเพื่อขยายหลักสูตรนี้ ให้บุคลากรไทยเข้าร่วมได้มากขึ้นเพื่อเร่งสร้างทุนมนุษย์

ในการหารือ นายยศชนันได้ชูจุดแข็งของไทย ได้แก่ การเป็นฐานการผลิตยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งเป็นผู้ใช้ชิปรายใหญ่, ทำเลที่ตั้งศูนย์กลางอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน, ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเป็นผู้นำด้าน Med-tech และเทคโนโลยีการเกษตร พร้อมเสนอ “โมเดลความร่วมมือ 4 ด้าน” ประกอบด้วย การถ่ายทอดและปรับใช้เทคโนโลยี (Technology localization) สำหรับไทยและอาเซียน, การวิจัยร่วม พร้อมสิทธิประโยชน์การลงทุนจาก BOI, การร่วมทุน (Joint Venture) ผ่านการจับคู่ธุรกิจและการพัฒนากำลังคนร่วมกัน และ การเตรียมกำลังคนให้พร้อมรองรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

นอกจากนี้ คณะได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกอย่างห้อง Cleanroom สำหรับงานวิจัยด้าน Nano Lab ซึ่งเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านนาโนเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยร่วมกับภาครัฐ โดยมีเครื่องจักรของ ASML ติดตั้งอยู่ และกำลังสร้างเพิ่มเติมเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โดยเฉพาะ ทั้งนี้จากการหารือร่วมกับผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) ของไทย ได้รับการยืนยันว่า ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานนี้ โดยส่งชิ้นส่วนมาดำเนินการผลิต (Fabrication) ที่นี่ได้ รวมถึงคณะยังได้เยี่ยมชมพื้นที่ของกลุ่ม Quantum Delta ที่พัฒนางานด้านควอนตัมคอมพิวติงอีกด้วย

“เซมิคอนดักเตอร์คือรากฐานที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย เราจึงต้องลงมือสร้างทั้งโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ไทยเปลี่ยนสถานะจาก ‘ผู้ซื้อเทคโนโลยี’ ไปสู่การเป็น ‘ผู้ร่วมพัฒนา’ ในเวทีโลก การมาเยือนครั้งนี้เป็นการเน้นย้ำและขยายผลในระดับรัฐบาล โดยในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า เราจะมาติดตามความคืบหน้ากันอีกครั้งว่าเกิดการทำงานเป็นรูปธรรมร่วมกันในมิติใดบ้าง” รมว.อว.กล่าวทิ้งท้าย