เป็นเพราะผลโพลของคณะกรรมการภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)ที่สำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐภายใต้โครงการ”คนไทยไม่ทนคอร์รัปชั่น” ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย เก็บอาการไม่อยู่ถึงขั้นบอกว่าที่มาของการสำรวจคืออะไร ถ้าสำรวจแล้วไม่ได้เป็นไปตามนั้นมีสิทธิ์ฟ้องร้อง

จนนักวิชาการและประชาชนกลับไปว่านายอนุทินควรนำข้อมูลไปตรวจสอบให้กระจ่างก่อนดีกว่าแสดงอาการไม่ปลื้ม กลายเป็นดราม่าขยายวงกว้าง จนนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ออกมาแก้ลำแจกแจงว่ารัฐบาลจะต้องขจัดปัญหาการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบและนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการประสานงาเพื่อการต่อต้านการทุจริต(คตท.) นายกฯคุมเอง
ซึ่งเป็นอาการเดียวกับนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอให้กกร.ชี้แจงและให้ส่งหลักฐานทุจริต หากไม่ดำเนินการจะฟ้องดำเนินคดี และยิ่งไม่ปลื้มหนักเมื่อถูกผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบฯตั้งคำถามถึงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริต ถึงขั้นเกินกระทบไหล่แล้วหลุดคำว่า”รู้จักกูน้อยไป” แต่ในที่สุดต้องกลับเคลียร์พร้อมคำขอโทษ
สาเหตุที่นายสุชาติ แสดงอาการไม่ปลื้มอย่างหนักอาจเป็นเพราะกระทรวงทรัพย์ฯติดโผถูกระบุว่ามีหน่วยงานเสี่ยงสูงต่อการเกิดคอร์รัปชั่นและเรียกรับสินบนเฉลี่ยสูงอยู่ในท็อปเทนถึง 3 กรม ประกอบด้วย กรมควบคุมมลพิษ เฉลี่ยจ่ายสินบน 102,160 บาท/ครั้ง อยู่อันดับ 1 ตามด้วยกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เฉลี่ยจ่ายสินบน 68,000 บาท/ครั้ง อยู่อันดับ 9 และอันดับ 10 กรมป่าไม้ เฉลี่ยจ่ายสินบน 67,000 บาท/ครั้ง
จึงไม่แปลกที่ นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ออกอาการไม่ปลื้มนำไปก่อนถึงขั้นตั้งโต๊ะแถลงข่าวออกแถลงการณ์ยืนยันว่าภายในกรมควบคุมมวลพิษ ไม่มีทุจริตแน่นอน เพราะเป็นหน่วยทางวิชาการ พร้อมจี้ให้กกร.ทำหนังสือชี้แจงพร้อมส่งหลักฐาน หากไม่ดำเนินการภายใน 7 วันจะดำเนินการทางกฎหมาย
ในความเป็นจริงหน่วยงานราชการเมื่อถูกภาคเอกชนหรือประชาชนทั่วไปหรือนักวิชาการหรือสื่อมวลชนนำเสนอถึงข้อบกพร่องในการทำงานทั้งบริการและทุจริต ผู้บริหารทั้งระดับอธิบดีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการสอบสวนทำความจริงให้กระจ่างนำผลชี้แจงต่อสังคมไม่ใช่ตอบโต้และขู่ดำเนินคดี
“จอมมารน้อย”ขอนำเสนอข้อมูลชุดหนึ่งเกี่ยวมลพิษที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในจ.สงขลา ชาวบ้านร้องเรียนตั้งแต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยันศาลากลางจังหวัดฯว่าปล่อยมลพิษเศษขี้เถ้าสีดำฟุ้งกระจายรัศมี 7 กิโลเมตร ทางจังหวัดมอบหมายให้เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดไปดำเนินการ ประสานทางโรงงานให้แก้ไขไม่สำเร็จ ชาวบ้านร้องเรียนถี่ขึ้น
เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมฯติดต่อบริษัทจัดการสิ่งแวดล้อมแห่งหนึ่งมีศักยภาพพอที่จะแก้ปัญหาได้เชิญเจ้าหน้าที่บริษัทไปนำเสนอโครงการฯ ทางผู้บริหารโรงงานตอบรับเป็นอย่างดีและพึงพอใจ แต่ขอเวลาพิจารณาเพราะมีระบบบำบัดอยู่แล้ว
ทางเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมฯแจ้งว่าต้องแก้ไขเพราะระบบเดิมไร้ประสิทธิภาพ ทางผู้บริหารโรงงานตอบกลับว่างบฯก่อสร้างที่บริษัทฯเสนอ 20-30 ล้านนั้นสูงเกินไป ขออยู่แบบเดิมๆดีกว่าคือจ่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไมว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อุตสาหกรรมจังหวัด ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ควบคุมมลพิษ ปีละ 200,000-300,000 บาท เฉลี่ยมากน้อยตามขอบเขตหน้างาน หน่วยควบคุมมลพิษจะสูงเป็นพิเศษเพราะกระทบแบบองค์รวม น้ำ ดินและอากาศ
เมื่อผู้ประกอบการพิจารณาถึงรายจ่ายแล้วยอมจ่ายเฉลี่ยรายปีดีกว่าถ้าจ่ายปีละ 300,000 บาท 10 ปี 30 ล้านบาท ถ้าสร้างระบบบำบัดจ่ายที่เดียว 30 ล้านบาท รูปแบบนี้สมประโยชน์ทั้งผู้ให้คือโรงงานและผู้รับคือเจ้าหน้าที่รัฐถ้าอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ อยากพิสูจน์ว่าเป็นจริงหรือไม่ สามารถสืบสวนทางลับได้หรืออธิบดีฯปลอมตัวไปสืบเอง อาจจะทำให้รู้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแค่ทางวิชาการนั้นไม่ธรรมดา
ขณะที่กรมอุทยานฯและกรมป่าไม้ กลเม็ดจะแตกต่างออกไปเพราะสามารถยิงตรงถึงเจ้าของธุรกิจได้เลยในฐานะผู้มีอำนาจอนุมัติและดำเนินคดี อาทิ บุกรุกอุทยานฯทั้งสร้างรีสอร์ตและทำเกษตรกรรม สัมปทานตัดไม้ โรงเลื่อย และนำเข้าไม้จากต่างประเทศ เป็นต้น ทุกขั้นตอนล้วนแต่มีเบี้ยใบ้รายทางแทบทั้งสิ้น ซึ่งเป็นวัฎจักรทั้ง ข้าราชการ นักการเมือง และภาคเอกชน ต่างรับรู้จนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะสมประโยชน์กัน เพียงแต่ครั้งนี้ที่ทำให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง เกิดอาการเดือดดาล เพราะผลโพลระบุตัวเลขเรียกรับสินบนเฉลี่ยสูง แถมกระจายครบคลุมทุกหน่วยงาน ถ้าพูดประสาชาวบ้านคือโกงกันทุกหย่อมหญ้า
แต่เมื่อนายอนุทินได้แปลงความโกรธ ด้วยการตั้งคณะกรรมการประสานงาเพื่อการต่อต้านการทุจริต แถมนั่งหัวโต๊ะคุมเอง คงต้องเฝ้าติดตามว่าทำจริงหรือแค่ปาหี่ !!!


