หน้าแรกการเมืองมติเอกฉันท์ 20 พ.ค.นี้ "อนุทิน” นำทัพภูมิใจไทย 190 สส. ลงชื่อยื่นแก้ รธน. เพิ่มหมวด 15/1 ตั้ง...

มติเอกฉันท์ 20 พ.ค.นี้ “อนุทิน” นำทัพภูมิใจไทย 190 สส. ลงชื่อยื่นแก้ รธน. เพิ่มหมวด 15/1 ตั้ง ส.ส.ร. 100 คน

วันที่ 19 พ.ค. 2569 เมื่อเวลา 16.20 น. ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังการประชุมพรรคถึงทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค โดยนายภราดร กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยมีมติชัดเจนจากเสียง สส. ทั้ง 190 เสียง ที่จะร่วมกันลงชื่อและเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยจะเสนอให้มีการเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่ได้ร่วมลงประชามติไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยในช่วงเช้าของวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลาไม่เกิน 10.30 น. หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมด้วยเลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค และ สส. ทั้งหมด จะเดินทางไปยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อประธานรัฐสภาทันที โดยคาดหวังว่าจะสามารถเข้าสู่การพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 ได้ภายในสมัยประชุมนี้

ด้านนายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ กล่าวว่า สำหรับโครงสร้างของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ว่า ร่างของพรรคภูมิใจไทยจะกำหนดให้มี ส.ส.ร. จำนวน 100 คน แบ่งเป็นตัวแทนจากจังหวัด จังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิชาการจากกลุ่มต่างๆ อีก 23 คน (โมเดลคล้ายปี 2540) สำหรับที่มาของ ส.ส.ร. ยืนยันว่า หลักการจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เพื่อไม่ให้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุว่า ที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ต้องไม่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ดังนั้น จึงต้องใช้กลไก “ตัวแทน” โดยให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกจากรายชื่อผู้สมัคร ซึ่งจะใช้ระบบ “ตัวจริง 1 คน และสำรอง 3 คน” (รวมในบัญชี 400 คน)

“สัดส่วนของ ส.ส.ร. ยึดตามสัดส่วนของรัฐสภา คือ วุฒิสภา (สว.) 200 ส่วน และสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 500 ส่วน ถือว่าแฟร์”

นายนิกร กล่าวว่า เนื่องจาก ส.ส.ร. ชุดนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง พรรคภูมิใจไทยจึงขยายเวลาการทำงานให้ยาวขึ้นเป็น 360 วัน เพื่อเน้นการรับฟังความคิดเห็นจากเสียงประชาชนอย่างรอบด้าน โดยจะมีการตั้งกรรมาธิการยกร่าง 45 คน จากส.ส.ร. 2 ใน 3 ของ 45 คน จากบัญชีรอง อีก 1ใน3 และกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น 45 คน ซึ่งชุดหลังนี้ประกอบด้วย ส.ส.ร. 1 ใน 3 จากสำรอง ส.ส.ร. 1 ใน 3 และจากประชาชนทั่วไป อีก 1 ใน 3 มาร่วมรับฟังเสียงสะท้อนจากทุกกลุ่มอาชีพทั่วประเทศ

” จุดยืนที่สำคัญที่สุดในร่างของพรรคภูมิใจไทยคือ มีการเขียนไว้ชัดเจนว่า หมวด 1 (บททั่วไป) และ หมวด 2 (พระมหากษัตริย์) ให้คงไว้ ห้ามแตะต้อง”

เมื่อถามว่า อุปสรรคสำคัญที่เคยทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิมต้องตกไป นายนิกร กล่าวว่า เกิดจากเงื่อนไขเสียงเห็นชอบของ สว. ที่กำหนดไว้ 1 ใน 3 ในร่างนี้พรรคภูมิใจไทยจึงเสนอแนวทางประนีประนอม “พบกันครึ่งทาง” โดยปรับลดเกณฑ์ลงมาเหลือ 1 ใน 4 ของสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด (หรือประมาณ 50 เสียง) ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นตัวเลขที่เข้าใจตรงกันได้ และสามารถผ่านชั้นกรรมาธิการได้ ส่วนประเด็นบทเฉพาะการที่ สว. บางส่วนขออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อจนครบ 5 ปีนั้น จะต้องไปหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นนี้ในชั้นกรรมาธิการ

นายนิกร กล่าวว่า สำหรับกรอบเวลาการดำเนินงานในการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เวอร์ชันใหม่ มีดังนี้ ประมาณเดือนพฤษภาคม 2569 ยื่นร่างต่อประธานรัฐสภา และเข้าสู่วาระ 1 ประมาณเดือนมิถุนายน 2569 เปิดประชุมร่วมรัฐสภา ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ประมาณเดือนสิงหาคม 2569 คณะกรรมาธิการพิจารณาเนื้อหาแล้วเสร็จ ประมาณเดือนกันยายน 2569 เข้าสู่การพิจารณาวาระ 2 และลงมติวาระ 3 ในช่วงปลายเดือน ประมาณเดือนตุลาคม 2569 ประธานรัฐสภาส่งต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อเตรียมจัดทำประชามติ ประมาณเดือนมกราคม 2570 ประชาชนเข้าคูหาลงประชามติ รอบที่ 2 ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 90 วัน

ทั้งนี้ หากกระบวนการประชามติผ่านความเห็นชอบและมีการประกาศใช้แล้ว ส.ส.ร. ทั้ง 100 คน จะมีสถานะทางกฎหมายทันที ซึ่งหลังจากนั้นไม่ว่าจะเกิดการยุบสภาหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใด ๆ ส.ส.ร.จะยังอยู่ต่อไปได้ ไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายนิกร กล่าว

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img