”พิชัย“ เตือน พรก. กู้เงิน 4 แสนล้านอย่าให้เหลวเหมือนอดีต ที่สร้างแต่หนี้ จีดีพีไม่ขยับ แนะจะเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องปรับทั้งโครงสร้าง-เลิกเกรงใจนายทุน

158

กรุงเทพฯ, วันที่ 18 พ.ค. – พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ และ อดีต รมว. พลังงาน จากพรรคเพื่อไทย กล่าวเตือนรัฐบาลว่า การที่รัฐบาลออก พรก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท อยากให้นำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ โดยจะต้องประชาชนสามารถรับรู้และจับต้องได้ อย่าให้เหมือนกับการ ออก พรก. เงินกู้ในอดีต ซึ่งหากย้อนหลังกลับไปดูจะพบว่า การออก พรก. กู้เงินในอดีตที่ผ่าน หลายครั้งล้มเหลวทำให้สูญเปล่าเงินเปล่าเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

ทั้งนี้ ตั้งแต่ เงินกู้มิยาซาว่าจำนวนเงิน  53,000 ล้านบาทในปี 41 สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่ละลายหายไปโดยไม่มีใครจำได้ว่าใช้ทำอะไรบ้าง  ต่อมา พรก. เงินกูั 400,000 ล้านบาท “ไทยเข้มแข็ง“ สมัยรัฐบาลประชาธปัติย์ ปี 53 อีกเช่นกัน ซึ่งตามจริงเป็นการกู้เงินทั้งหมด 800,000 ล้านบาท แบ่งเป็น พรก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท และ พรบ. เงินกู้ อีก 400,000 ล้านบาท แต่ พรก. เงินกู้ มีการซอยงบย่อยจนไม่มีใครจำได้ว่านำเงินไปใช้อะไรบ้าง ตอบสังคมไม่ได้ มีแต่ข่าวการทุจริตในหลายโครงการ จนถูกล้อว่าเป็นนโยบาย “ใครเข้มแข็ง?” ซึ่งเรื่องเหล่านี้สามารถตรวจสอบข่าวในอดีตได้ จนถูกโจมตีหนักถึงขนาดที่ต่อมา รัฐบาล ปชป. ต้องยกเลิก พรบ. เงินกูัอีก 400,000 ล้านบาทไป  เพราะกลัวจะโหวตไม่ผ่านในสภา และ ผลจากเรื่องนี้มีส่วนทำให้ พรรค ปชป. แพ้การเลือกตั้งแก่พรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งต่อมาในปี 2554

นายพิชัยกล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้ พรก. เงินกู้สมัยโควิด-19 ที่การกู้เงินถึง 1 ล้านล้านบาท มีทั้งงบเยียวยา และมีงบฟื้นฟูเศรษฐกิจ 400,000 ล้านบาท ก็ไม่มีใครจำได้เหมือนกันว่าใช้ทำอะไรไปบ้าง  ผลการกู้ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยก็ยังคงแย่มาตลอด หนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มสูงขึ้นมาตลอด เพราะกู้เงินทำให้สร้างหนี้มากขึ้น แต่จีดีพีไม่เพิ่มหรือเพิ่มต่ำมากไม่คุ้มกับเงินจำนวนมากที่กู้ไป 

“ที่จำได้ละเอียด เพราะผมได้ท้วงติงการกู้เงินเหล่านี้มาตลอดตั้งแต่สมัยนั้น ไม่ใช่เพิ่งมาพูดตอนนี้ สามารถตรวจสอบจากข่าวในอดีต และจากดิจิตอลฟุตปริ้นท์ได้ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลที่ออก พรบ. กู้เงิน นำเงินกู้ไปใช้ในเรื่องที่จับต้องได้ สามารถตอบสังคมได้ว่าใช้ทำอะไรบ้าง ถ้าจะเปลี่ยนผ่านพลังงาน ขอให้ทำโดยไม่ต้องเกรงใจเหล่านายทุนพลังงาน ซึ่งต้องเริ่มต้นจากการลดค่าไฟฟ้าให้ได้จริง ไม่ใช่ลดแค่ 200 หน่วย แล้วไปโปะค่าไฟฟ้าเพิ่มจากผู้ไช้ไฟฟ้ามาก ซึ่งจะเป็นการขึ้นค่าไฟฟ้าอย่างเนียนๆ เพราะคนใช้ไฟฟ้าน้อยมีการใช้ไฟฟ้าเพียงประมาณ 15-20% ในขณะที่คนใช้ไฟฟ้ามากที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมาก มีการใช้ไฟฟ้าถึงประมาณ 80 -85% ทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมสูงขึ้นอย่างมาก ดังนั้นการจะปรับโครงสร้างพลังงานต้องเริ่มจากการปรับราคาไฟฟ้าให้ลดลงมาจริงได้ก่อน และ การปรับโครงสร้างพลังงานจะต้องมีแผนงานที่ชัดเจน ซึ่งหากทำได้จริง จะเป็นประโยชน์กับประเทศอย่างมาก” อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวงระบุ