ผบช.น. ยันขบวนการซื้อขายปืนประจำกายตำรวจผิดกฎหมาย ทุกคนที่เกี่ยวข้องเตรียมถูกดำเนินคดี ทั้งอาญาและวินัย ส่วนเรื่องการสอบผลทางจิตเวช ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างการดำเนินการ ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ย้ำ ตำรวจมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ

วันนี้ (11 พ.ค.) เวลา 11.20 น. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น.เปิดเผย ความคืบหน้ากรณีตรวจพบอาวุธปืนของตำรวจ สน.สายไหม อยู่ในครอบครองของ “หมิงเฉิน ซัน” ผู้ต้องหาชาวจีน ว่า ปืนดังกล่าวเป็นปืนสวัสดิการที่ข้าราชการตำรวจนายหนึ่งซื้อจากโครงการสวัสดิการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2545 โดยในใบ ป.4 ระบุชัดว่า ห้ามซื้อขายหรือโอน เว้นแต่ตกทอดเป็นมรดกเท่านั้น ดังนั้นการเปลี่ยนมือจึงเข้าข่ายไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข พร้อมระบุว่า ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบเส้นทางการครอบครองปืนตั้งแต่ต้นทางจนถึงมือผู้ต้องหาชาวจีน ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีการเปลี่ยนมือประมาณ 3 ทอด พร้อมเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสอบสวน หากพบความผิดทั้งทางวินัยหรืออาญาจะดำเนินการทุกกรณี โดยเฉพาะความผิดฐานครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนตัวมองว่าการซื้อขายที่เริ่มต้นผิด ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็จะผิดร่วมกันทั้งหมด เพราะอาวุธปืนตามเงื่อนไขห้ามซื้อขายอย่างเด็ดขาด

พล.ต.ท.สยาม กล่าวว่า เบื้องต้นตำรวจเจ้าของปืนให้ข้อมูลว่า ตัดสินใจขายปืนเพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในครอบครัว โดยขายตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งจะขายให้กับคนใดบ้างและไปถึงมือใครบ้างก่อนที่จะถึงผู้ต้องหาชาวจีน ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องขยายผล เบื้องต้นทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ตั้งคณะกรรมการให้สืบสวนขยายผล โดยพบว่าตามทะเบียนบ้านมีภรรยาเก่าอยู่ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล 3 จึงให้เข้าตรวจค้น แต่ก็ยังไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย หรืออาวุธปืนเพิ่มเติม ทั้งนี้รายละเอียดทั้งหมดอยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติม พร้อมย้ำว่า ปืนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล ไม่ใช่อาวุธหลวง จึงไม่มีระบบตรวจสอบประจำปีเหมือนอาวุธราชการ
ส่วนประเด็นความเชื่อมโยงของผู้ต้องหาชาวจีนกับอาวุธสงครามจำนวนมากนั้น ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ประสานตำรวจภูธรภาค 2 และตำรวจจังหวัดชลบุรี เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและขยายผลอย่างใกล้ชิด รวมถึงตรวจสอบบุคคลใกล้ชิดและเครือข่ายที่อาจเกี่ยวข้อง เนื่องจากตำรวจให้ความสำคัญกับการป้องกันเหตุร้ายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่มีงานสำคัญระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ย้ำว่า แม้ผู้ต้องหาจะให้การอย่างไร แต่ตำรวจจะดำเนินมาตรการป้องกันอย่างเต็มที่ ทั้งการปิดล้อมตรวจค้น และกวดขันจับกุมผู้ครอบครองอาวุธปืน อาวุธสงคราม และวัตถุระเบิดผิดกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายในพื้นที่เมืองหลวง
ส่วนกรณีประเด็นที่ผู้ต้องหาจะไม่ให้การ และแสดงอาการทางจิตเวช ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเป็นการตบตาเจ้าหน้าที่ เพราะอาจจะเป็นสายลับนั้น พลตำรวจโทสยาม บอกว่า ข้อมูลตรงนี้ยังไม่มีข้อสรุป แต่ตำรวจจะไม่ประมาท ต้องรอให้ชุดสืบสวนสอบสวนขยายผลทำงานก่อน แม้ผู้ต้องหาจะปฏิเสธอย่างไรก็ตาม แต่ตำรวจก็จะต้องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ

