เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนพหลโยธิน พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นร้องเรียนให้ตรวจสอบมรรยาททนายความ จากกรณี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวความคืบหน้าคดีสินบนทองคำ 246 ล้านบาท ภายหลังจากที่ส่งสำนวนไปให้อัยการ โดยมีการเปิดคลิปเสียงที่มีเสียงของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร.อยู่ในคลิปเสียง
พ.ต.อ.ภาคภูมิกล่าวว่า จากกรณีที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แถลงข่าวปรากฏว่า มีเสียงของทนายความคนหนึ่งในลักษณะมีการสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อใส่พระความตน และมีการจัดทำเอกสารคำฟ้องซึ่งเป็นเท็จ สิ่งเหล่านี้เป็นการกระทำที่ผิดมรรยาททนายความ จึงมายื่นร้องเพื่อให้กรรมการสภาทนายความพิจารณาเรื่องมรรยาทของทนายความคนนี้
พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า ทนายอู๊ดเป็นทนายของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถ้าฟังจากในคลิปจะได้ยินว่า ครั้งแรกให้ตนไปยืมทองของนายสามารถ แต่ดูไม่แนบเนียน ก็เลยเป็นการไปฝากซื้อทองของนายสามารถ เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงคืออะไร ตกลงว่า เป็นการยืมหรือฝากซื้อ เพราะเหตุใดจะต้องมาตระเตรียมพยานหลักฐานขนาดนี้หรือข่มขู่ บังคับ ล่อลวงใครเพื่อให้คนที่เป็นผู้ต้องหาหรือพยานมาให้การเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด และโยนความผิดให้ตนรับแทน
พ.ต.อ.ภาคภูมิกล่าวว่า จากคลิปเสียงที่ตำรวจแถลงข่าวไป เห็นชัดอยู่แล้วว่า มีความพยายามโยนความผิด พยายามให้คนอื่นรับผิดแทน สิ่งที่ปรากฏตามคลิปเสียงเป็นการสนทนาอย่างเป็นอิสระและไม่รู้ว่ามีการอัดเสียงอยู่หรือไม่ ในการพูดเป็นการพูดอย่างเป็นตัวตนของบุคคลนั้นอย่างแท้จริง ตนรู้จักกับทนายอู๊ดรู้ว่าเป็นทนายของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ตนเคยให้ความนับถือเป็นทนายที่มีหลักการ มีคุณธรรมแต่พอได้ฟังคลิปเสียงรู้สึกว่า คนเรามันเปลี่ยนได้และสิ่งที่เขาทำมันมีผลกระทบต่อตนโดยตรง คือการให้ เอ็ดเวิร์ด จัดทำเอกสารทั้งคำฟ้อง คำให้การเพื่อที่จะให้ออกมาพูดว่า มีหลักฐานเด็ดมาพลิกคดี เอกสารฉบับนี้ พยานหลักฐานอยู่ที่ตำรวจและตนก็ได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่กองปราบปรามไว้แล้ว ตนกับเอ็ดเวิร์ดไม่เคยสนิทสนมกัน กับนายสามารถไม่มีความสัมพันธ์กัน เคยพบเห็นที่สำนักงานของทนายอู๊ดเท่านั้น
พ.ต.อ.ภาคภูมิกล่าวว่า การมายื่นร้องมรรยาททนายความถือว่า เป็นโทษรุนแรงสำหรับอาชีพทนายความ แต่ตนต้องทำเพื่อปกป้องตัวเอง เพราะในคำสนทนามีการพูดคุยกัน ระหว่าง เอ็ดเวิร์ดกับทนายอู๊ดนานถึง 2 ชั่วโมง และคลิปเสียงที่มีการอัดจริงๆแล้วมีถึง 13 – 14 ชั่วโมง ตนนำเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับตนมายื่นร้องเรียนเป็นหลักฐาน ส่วนคลิปจะเป็นการอัดด้วยวิธีใด ใครคุยกับใคร ต้องไปพิสูจน์กัน แต่ที่สำคัญคือตัวเนื้อหามีการกล่าวถึงบุคคลหลายคน และบุคคลบางท่านก็เกี่ยวข้องกับสำนวนคดีสินบนทองคำ ป.ป.ช.ต้องไปตรวจสอบว่า มีการนำเอาสำนวนในคดีอาญาไปเปิดเผยหรือไม่ และต้องมีการดำเนินการกับผู้พูด ส่วนตนกังวลหากมี คอนเน็คชัน ในลักษณะแบบนี้ทำให้จากขาวเป็นดำ จากผิดเป็นถูกหรือฟอกคนผิดแบบนี้เป็นอันตรายต่อกระบวนการยุติธรรม
พ.ต.อ.ภาคภูมิกล่าวว่า ตนยื่นร้องเรียนทนายความ 2 ราย คือทนายที่ปรากฏในคลิปเสียงและทนายอีกราย ที่มีแชทไลน์ส่งคำฟ้องเท็จไปให้เอ็ดเวิร์ด ลงนาม นอกจากนี้ยังมีรายอื่น ๆ อีกประมาณ 15 คน ตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์มาตั้งแต่เดือน มกราคม 2568 กลุ่มทนายความพวกนี้เข้ามาหลังจากนั้น แนะนำว่าต้องดำเนินการฟ้องร้องเพื่อเป็นการปิดปาก ซึ่งปรากฏตามในคลิปเสียงที่มีการแถลงข่าวไป ส่วนที่มีข้อสงสัยว่าจะเป็น AI หรือไม่ ตนมองว่า จะต้องมีการพิสูจน์ ถ้าเป็นการสร้างโดย AI คนที่แถลงข่าวก็ต้องรับผิดชอบ แต่ตนยืนยันว่า มีการจัดทำเอกสารไปแล้ว 1 ฉบับ คือตนไปยืมทองและมีการร่างคำในแชตไลน์ต่าง ๆ ปรากฏเป็นพยานหลักฐานในชั้นพนักงานสอบสวนแล้ว ซึ่งมีมากกว่าที่ปรากฏเป็นคลิปเสียง
พ.ต.อ.ภาคภูมิกล่าวว่า ถ้าฟังจากคลิปจะเห็นว่า เอ็ดเวิร์ด ซึ่งไม่ได้เป็นตำรวจ ไม่ได้เต็มใจ บางช่วงถึงกับร้องไห้ เพราะเขาถูกกดดัน ถูกโน้มน้าว ชักจูง ตนฟังยังรู้สึกว่า เหมือนเป็นบทสนทนาของ Call Center เช่นคำว่า อย่าไปปรึกษาใครนะ ต้องเชื่อผมคนเดียวนะ อย่าไปปรึกษาลูกหลานนะ มันเป็นการชักจูงโน้มน้าวและกดดัน กระทั่งเอ็ดเวิร์ดต้องร้องไห้ออกมา วันนี้ตนนำข้อเท็จจริงมาให้ ส่วนจะมีบทลงโทษหรือมีข้อสรุปอย่างไรก็แจ้งให้ตนทราบเท่านั้นเอง
พ.ต.อ.ภาคภูมิกล่าวว่า ตนได้เจอกับพล.ต.อ.สุรเชษฐ์เมื่อช่วงเช้าที่ศาลอาญา ได้ยกมือสวัสดี ท่านมองหน้าแต่ท่านไม่รับไหว้ ตนอยากให้แยกแยะ ในส่วนความเป็นพี่เป็นน้องความเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาก็ยังคงอยู่ แต่ในส่วนเรื่องคดีความก็ต้องว่ากันไป เพราะถ้าตนถอยก็ตาย และถ้ากลัวก็คงไม่กล้าออกมา

