วันที่ 17 เมษายน 2569 นายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (เลขาธิการ ปปง.) และโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 4/2569 ซึ่งมีนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. เป็นกรรมการและเลขานุการ และนายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นอกจากคณะกรรมการธุรกรรมจะมีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน (เพิ่มเติม) ในรายคดีนางสาวแตงไทยฯ กรณี MR.LEAK YIM กับพวก มูลค่าประมาณ 8,269 ล้านบาท ซึ่งนำเสนอเป็นที่ทราบไปก่อนหน้านี้แล้ว

คณะกรรมการธุรกรรมยังได้มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินในรายคดีอื่นๆ ในความผิดมูลฐานที่เกี่ยวกับยาเสพติด การฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ และการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และดำเนินการในความผิดมูลฐานอื่น ๆ อีก ดังนี้
1. ยึดและอายัดทรัพย์สิน จำนวน 11 รายคดี ทรัพย์สิน 369 รายการ พร้อมดอกผล มูลค่าประมาณ 8,561 ล้านบาท (รวมรายคดีนางสาวแตงไทยฯ ดังกล่าวข้างต้น) โดยมีข้อมูลรายคดีอื่นที่น่าสนใจ ดังนี้
1.1 รายคดี นายไมตรีฯ กับพวก ซึ่งเป็นกรณีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และความผิดฐานฟอกเงิน จากการขยายผลออกหมายจับผู้กระทำความผิด พบความเชื่อมโยงการทำธุรกรรมกับบัญชีเงินฝากธนาคารของนิติบุคคลหลายบริษัท โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินในกรณีดังกล่าวไว้แล้ว รวมมูลค่าประมาณ 19 ล้านบาท (ย.303/2568 – ย.304/2568) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง ตามคดีหมายเลขดำที่ ฟ 32/2569 ในการนี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด (เพิ่มเติม) จำนวน 249 รายการ (เช่น เงินสด ทองคำ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รถยนต์ สินค้าแบรนด์เนม และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 93 ล้านบาท (คำสั่ง ย.87/2569)
1.2 รายคดี นายเกียรติศักดิ์ฯ กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในการนี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด (เพิ่มเติม) จำนวน 18 รายการ (ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 161 ล้านบาท (คำสั่ง ย.91/2569)
2. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 33 รายคดี ทรัพย์สินกว่า 738 รายการ มูลค่าประมาณ 692 ล้านบาท เนื่องจากพิจารณาคำขอเพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้มีส่วนได้เสียแล้ว ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดไว้ชั่วคราวนั้น มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด โดยมีข้อมูลรายคดีที่น่าสนใจ ดังนี้
2.1 รายคดี นายธาดาฯ กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 51 รายการ (เช่น ที่ดิน สินทรัพย์ดิจิตอล และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 374 ล้านบาท (คำสั่ง ย.25/2569)
2.2 รายคดี Mr.Tonyฯ กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 13 รายการ (เช่น ห้องชุด ที่ดิน และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 14 ล้านบาท (คำสั่ง ย.33/2569)
2.3 รายคดีนายเฟรดี้ฯ กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 9 รายการ (เช่น ห้องชุด ที่ดิน และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 97 ล้านบาท (คำสั่ง ย.30/2569)
2.4 รายคดีไพบูลย์ฯ กับพวก กรณีความผิดเกี่ยวกับการกรรโชกฯ อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 30 รายการ (เช่น ห้องชุด ที่ดิน และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 33 ล้านบาท (คำสั่ง ย.44/2569)
ทั้งนี้ ในคดีความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน หรือการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระหรือความผิดที่มีผู้เสียหาย นั้น สำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย โดยให้บุคคลที่ได้รับความเสียหายในรายคดีที่เกี่ยวข้องสามารถยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานแสดงรายละเอียดแห่งความเสียหายและจำนวนความเสียหาย ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
จากนั้น สำนักงาน ปปง. จะตรวจสอบและรวบรวมรายชื่อผู้เสียหายและจำนวนความเสียหายเพื่อพิจารณาก่อนส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอต่อศาลแพ่งให้มีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนให้กับผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต่อไป โดยผู้เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบข้อมูลได้จากเว็บไชต์สำนักงาน ปปง. (www.amlo.go.th)
3. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนผู้เสียหาย (คุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย) จำนวน 7 รายคดี ทรัพย์สิน 272 รายการ มูลค่าประมาณ 2,911 ล้านบาท ในความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน หรือการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ โดยมีข้อมูลรายคดีที่น่าสนใจ ดังนี้
3.1 รายคดีกลุ่มบุคคลที่ใช้โทรศัพท์หลอกลวง รายนายทวีศักดิ์ฯ กับพวก อันเป็นความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน และการฉ้อโกง อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ ในการนี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีมติเห็นชอบให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนผู้เสียหาย (กรณีคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจำนวน 598 ราย) ซึ่งเป็นการดำเนินการกับทรัพย์สิน 11 รายการ มูลค่าประมาณ 350 ล้านบาท (คำสั่ง ย.270 /2568)
3.2 รายคดี นายสฤษฎ์ฯ กับพวก กรณีเป็นความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน กรณีพฤติการณ์ชักชวนให้ผู้เสียหายโหลดแอปพลิเคชัน ลงทุนเทรดเหรียญดิจิทัล มีการแบ่งหน้าที่กันทำ ลักษณะเป็นเครือข่าย SCAMMER เป็นการฉ้อโกงประชาชนขององค์กรอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง โดยมีผู้เสียหายที่ได้รับความคุ้มครองแล้วส่วนหนึ่ง
ในการนี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีมติเห็นชอบให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนผู้เสียหายเพิ่มเติม (รวมผู้เสียหายที่ได้รับการคุ้มครองทั้งหมดจำนวน 816 ราย) ซึ่งเป็นการดำเนินการกับทรัพย์สิน 130 รายการ มูลค่าประมาณ 2,552 ล้านบาท

