คณะสื่อไทย-บทจ.เยือน “ทุ่งหญ้าอูเมิ่ง” แหล่งท่องเที่ยวระดับ 4A เมืองลิ่วผานสุ่ย (六盘水) สัมผัสธรรมชาติสุดอลังการเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 2,000 เมตร ท่ามกลางทะเลดอกไม้ วิถีชนเผ่า และอากาศเย็นสบายตลอดปี พร้อมดันเป็นเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ยอดนิยมของคนไทย

วันที่ 10 เมษายน 2569 สมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน ร่วมกับการท่องเที่ยวเมืองลิ่วผานสุ่ย มณฑลกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน นำคณะสื่อมวลชนไทย และผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย–จีน (บทจ.)นำโดย น.ส.คันธรส หาญ ไชยพิบูลย์กุล ผู้อำนวยการสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน เยือนทุ่งหญ้าอูเมิ่ง(Wumeng Grassland) แหล่งท่องเที่ยวระดับ 4A ของจีน ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทุ่งหญ้าบนที่สูงที่สวยที่สุดของภูมิภาคในเมืองผานโจว เขตลิ่วผานสุ่ย มณฑลกุ้ยโจว

โดยคณะฯ ได้เดินชมวิวทิวทัศน์แบบพาโนรามาบนสะพานไม้ที่ทอดตัวยาวไปตามภูเขาและทุ่งหญ้า จากนั้นคณะได้พบกับชาวเขาเผ่าอี๋ที่มารอให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นด้วยการแต่งชุดประจำเผาสีสันสดใส มาร่วมกันร้องเพลงและสอนนักท่องเที่ยวเต้นรำด้วยเพลงประจำเผ่าที่เป็นเอกลักษณ์ ท่ามกลางทะเลดอกตู้เจวียน ที่ออกดอกสีชมพู่และสีม่วงเต็มทุ่งหญ้า ซึ่งจากการพูดคุยกับชาวเขาเผ่านี้บางส่วนบอกว่ามีอาชีพทำเกษตรกรรมปลูกผักและเลี้ยงสัตว์ แต่ก็เริ่มหันมาทำการท่องเที่ยวเป็นรายได้อีกทาง โดยนักท่องเที่ยวสามารถพบเห็นวัว แกะ และม้า ที่เล็มหญ้าอย่างอิสระ สร้างบรรยากาศคล้ายทุ่งหญ้าในยุโรป แต่ยังคงเอกลักษณ์แบบจีนตะวันตกเฉียงใต้อย่างชัดเจน

สำหรับทุ่งหญ้าอูเมิ่งต้าเฉาหยวน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 100,000 ตารางเมตร บนระดับความสูงเฉลี่ยกว่า 2,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดดเด่นด้วยภูมิประเทศแบบสันเขาสลับซับซ้อน มองเห็นวิวทุ่งหญ้าสีเขียวและกังหันลมขนาดใหญ่ ตัดกับภูเขาหินและหน้าผาสูงชัน สร้างภาพความงดงามอย่างมาก หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ “ทะเลดอกตู้เจวียน”ที่บานสะพรั่งเป็นสีชมพูและม่วงทั่วผืนหญ้า โดยพื้นที่แห่งนี้มีดอกตู้เจวียนมากกว่า 600 สายพันธุ์ สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศบนภูเขาสูง


ทั้งนี้ ทีมข่าวยังได้พูดคุยกับคุณชูชัย ชูวัฒนพรกุล เจ้าของบริษัททัวร์ไทยที่เตรียมเปิดเส้นทางท่องเที่ยวในกุ้ยโจวครั้งแรก ระบุว่า เมืองลิ่วผานสุ่ย-มณฑลกุ้ยโจว ยังไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวไทยมากนัก แต่บริษัทมองว่าเมืองนี้ศักยภาพสูงไม่แพ้เมืองท่องเที่ยวชื่อดังของจีน ทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง น้ำตกหวงกั๋วซู่ และ สะพานหัวเจียง รวมถึงทุ่งหญ้าอูเมิ่งต้าเฉาหยวนแห่งนี้ที่สามารถพัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ได้
โดยเมืองลิ่วผานสุ่ย เคยพึ่งพาเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่และถ่านหิน ได้ปรับบทบาทสู่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างจริงจัง เนื่องจากรัฐบาลมองว่าการท่องเที่ยวยั่งยืนในระยะยาว รัฐบาลส่งเสริมด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนและสะพานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

ในด้านวัฒนธรรม กุ้ยโจวถือเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง โดยมีชนเผ่ากว่า 49ชาติพันธุ์ อาทิ ชนเผ่าเหมียว (Miao), อี๋ (Yi) และชาวฮั่น ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรหลัก โดยพบว่าชาวบ้านในพื้นที่มีความเป็นมิตรและยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทย อย่างเช่น ชาวเผ่าอี๋ เดิมชาวบ้านในพื้นที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก เช่น การปลูกพริกไทยจีน ลูกท้อ องุ่น และข้าว แต่ปัจจุบันได้มีการปรับตัวเข้าสู่ภาคการท่องเที่ยวมากขึ้น ภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐ

สำหรับนักท่องเที่ยวไทย คุณชูชัยแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ น้ำตกหวงกั๋วซู่ ซึ่งเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในจีน สะพานหัวเจียงที่มีความสูงโดดเด่นระดับโลก และทุ่งหญ้าอู่เมิ่งต้าเฉาหยวน ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของกุ้ยโจว
ขณะเดียวกัน บริษัททัวร์ยังมีแผนขยายเส้นทางท่องเที่ยวเพิ่มเติมไปยังเมืองสำคัญอื่น ๆ ของจีน เช่น คุนหมิง และนครฉงชิ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวไทยที่มองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ

จากนั้นในช่วงบ่ายคณะฯได้ไปเยี่ยมชมเมืองไห่ผิง (海坪 / Haiping) ชุมชนภูเขาที่เป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานสำคัญของ ชนเผ่าอี๋ (彝族 ) หนึ่งในชนกลุ่มน้อยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดของจีน ซึ่งก่อนจะได้เข้าชมนักท่องเที่ยวจะได้รับการต้อนรับจากชนเผ่าอย่างอบอุ่นด้วยการดื่มเหล้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์ถึงจะผ่านประตูเข้าไปได้ ที่นี่คณะเรายังได้ร่วมเต้นระบำไม้ไผ่ (ราวกระทบไม้) และเลือกซื้อสินค้าทางการเกษตร สมุนไพร เนื้อแห้ง ของที่ระลึก ตลอดจนเช่าชุดประจำถิ่นถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก อีกทั้งยังได้เห็นสภาพบ้านเรือนของชนเผาอี๋ ส่วนใหญ่สร้างตามแนวไหล่เขา ใช้ไม้และหินเป็นวัสดุหลัก สะท้อนภูมิปัญญาการอยู่อาศัยที่ปรับตัวเข้ากับภูมิประเทศภูเขาสูงและอากาศหนาวเย็น โดยวิถีชีวิตยังผูกพันกับการเกษตรและการเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว แพะ และแกะ ซึ่งเป็นทั้งอาหารและรายได้หลักของครอบครัว


ทั้งนี้ ในเมืองไห่ผิงยังคงปรากฏวิถีชีวิตประจำวัน เช่น ผู้หญิงสวมเสื้อผ้าปักลวดลายสีสด โดยเฉพาะสีดำ แดง และเหลือง พร้อมเครื่องประดับเงินแบบดั้งเดิม เช่นเดียวกับผู้ชายยังคงใช้เครื่องแต่งกายพื้นเมือง ไกด์ให้ข้อมูลว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามืองไห่ผิงเริ่มได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสวัฒนธรรมชาติพันธุ์และธรรมชาติบนที่ราบสูง รัฐบาลท้องถิ่นจึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ควบคู่กับการอนุรักษ์ชุมชน


