“รองจเรฯอรรถ”เร่งคลี่ปมตำรวจรีดเงินพ่อค้ารถมือสอง สั่งสอบ 3 ตร.ทั้งอาญา–วินัย หากผิดไล่ออกทันที

78

“รองจเรฯไตรรงค์” ลงคุมคดีคลิปฉาวอ้างตำรวจรีดเงินพ่อค้ารถมือสอง สั่งแยกสอบทั้งอาญาและวินัย เร่งรวบรวมพยานหลักฐานเอาผิดทุกฝ่าย หากพบผิดจริงดำเนินการเด็ดขาด

กรณีคลิปเหตุการณ์วุ่นวายขณะซื้อขายรถยนต์มือสองในพื้นที่ อ.เมือง จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ โดยผู้เสียหายซึ่งเป็นพ่อค้ารับซื้อรถมือสอง เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุตนและครอบครัวนำเงินสดจำนวน 350,000 บาท ไปนัดรับซื้อรถในลักษณะ “ขายดาวน์” ตามปกติ ระหว่างที่กำลังตรวจเอกสารและส่งมอบเงินให้กับนายหน้า จู่ ๆ มีกลุ่มชายประมาณ 5-6 คน อ้างตัวเป็นตำรวจ ขับรถเข้ามาปิดล้อมและเข้าชาร์จตัว พร้อมชักอาวุธปืนข่มขู่ให้ปล่อยเงิน ทำให้เกิดการยื้อแย่งกันจนเงินสดกระจัดกระจายเต็มพื้น ก่อนที่ผู้เสียหายจะสามารถแย่งเงินคืนได้ และขอให้ไปเจรจากันที่สถานีตำรวจ ต่อมาภายในห้องสืบสวนของสถานีตำรวจ มีการยึดโทรศัพท์และพยายามเรียกรับเงิน โดยหัวหน้าชุดอ้างขอเงิน 100,000 บาท ก่อนจะต่อรองเหลือ 50,000 บาท และสุดท้ายจบที่ 30,000 บาท เพื่อแลกกับการปล่อยตัว หลังเกิดเหตุผู้เสียหายจึงนำเรื่องมาเปิดเผยต่อสื่อ ยืนยันว่าการซื้อขายรถมีสัญญาและเอกสารถูกต้อง พร้อมระบุว่ามีข้อมูลว่ารถคันดังกล่าวเคยถูกใช้ในลักษณะล่อซื้อผู้ค้ารถมือสองมาแล้วหลายครั้ง ขณะที่พนักงานร้านสะดวกซื้อและชาวบ้านบริเวณจุดเกิดเหตุยืนยันว่าเห็นเหตุการณ์ชุลมุน มีการตะโกนขอความช่วยเหลือ เงินสดตกกระจายเต็มพื้น และมีชายอ้างตัวเป็นตำรวจถือกุญแจมือและอาวุธปืน ก่อนทั้งหมดจะแยกย้ายขับรถไปที่สถานีตำรวจ

ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (1 เม.ย.69) เวลา 14.30 น. ที่ห้องประชุมผิวพรรณ สภ.เมืองนนทบุรี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ ธนนันท์ทวีสิน รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จว.นนทบุรี และ พ.ต.อ.ชยชัย นาธนกาญจน์ ผกก. สภ.เมืองนนทบุรี ได้ร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าของคดี โดยในวันนี้พนักงานสอบสวนได้เชิญผู้เสียหายเข้ามาสอบปากคำเพิ่มเติม แต่ผู้เสียหายไม่สะดวกให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ขณะที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ เปิดเผยว่า หลังได้รับเรื่องร้องเรียน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยประชาชนและสั่งการให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา โดยแยกการดำเนินการออกเป็น 2 ส่วน คือคดีอาญาและคดีวินัย หากพบความผิดก็ต้องดำเนินการทั้งสองส่วนอย่างเต็มที่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำผู้เสียหายและพยานเพิ่มเติม เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้นก็จะพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาตามพยานหลักฐาน ส่วนการดำเนินการทางวินัยได้มอบหมายให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี เร่งรัดติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด นอกจากนี้ยังพบว่ามีคดีลักษณะคล้ายกันในพื้นที่ สภ.บางศรีเมือง ซึ่งผู้กำกับการตรวจสอบแล้วพบว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดียวกันและอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน หากตรวจสอบพบว่ามีความผิดจริงและมีพยานหลักฐานเพียงพอ ผู้บังคับบัญชามีอำนาจสั่งให้ออกจากราชการได้ทันที

สำหรับตำรวจที่ถูกกล่าวอ้างตามคำให้การของผู้เสียหาย เป็นตำรวจชั้นประทวน 3 นาย สังกัด สภ.เมืองนนทบุรี ซึ่งมีหน้าที่เป็นสิบเวรและไม่มีอำนาจหน้าที่ด้านการสืบสวนจับกุม ได้แก่ ต.ต.ปิยะพัทธ์ สรรเสริญ อายุ 51 ปี, ส.ต.ท.วัฒนพล ภูแดมผา อายุ 31 ปี และ ส.ต.ต.พงศกร โอสถานนท์ อายุ 22 ปี รวมทั้งมีพลเรือนเกี่ยวข้องอีก 2 คน คือ นายวิชิต เสนารักษ์ อายุ 34 ปี และนายประเสริฐ มุ่งง้าว อายุ 32 ปี

พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จว.นนทบุรี เปิดเผยว่า หากพบว่ามีความผิดจริง เบื้องต้นการดำเนินคดีอาญาอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 ฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถาม ส.ต.ต.พงศกร และ ส.ต.ท.วัฒแพล เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกกล่าวหา ภายหลังเสร็จสิ้นการให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนและทำการพิมพ์ลายนิ้วมือแล้ว โดยพบว่าทั้งสองมีสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะรีบเดินเลี่ยงออกจากบริเวณดังกล่าวโดยไม่ให้สัมภาษณ์หรือให้ข้อมูลใด ๆ กับสื่อมวลชน