รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวความพร้อมดูแลประชาชนช่วงภาวะวิกฤตน้ำมันจากเหตุสู้รบในตะวันออกกลาง เน้นใช้ Telemedicine ลดการเดินทางและค่าใช้จ่าย เผยใช้บริการแล้ว 1.3 ล้านครั้ง ประหยัดค่าเดินทาง 274.8 ล้านบาท เสริมด้วยการส่งยาผ่าน Health Rider และไปรษณีย์ ส่วนบริการการแพทย์ฉุกเฉินประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนเติมน้ำมันสำหรับรถพยาบาลฉุกเฉิน รถกู้ชีพ ให้ปฏิบัติงานได้ต่อเนื่อง ขณะที่ยาและเวชภัณฑ์มีเพียงพอ 3-12 เดือน มีระบบติดตามคลังยาโรงพยาบาลพร้อมจัดหาเติมทันทีเมื่อเหลือน้อยกว่า 1.5 เดือน

วันนี้ (27 มีนาคม 2569) ที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และ ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ร่วมกันแถลงข่าวความพร้อมดูแลประชาชนด้านการแพทย์และสาธารณสุขในภาวะวิกฤตพลังงาน
นายพัฒนากล่าวว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก กระทรวงสาธารณสุขได้วางมาตรการเร่งด่วนใน 3 เรื่อง คือ 1) เพิ่มบริการ Telemedicine เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมารับบริการทางการแพทย์ของประชาชน ซึ่งช่วงครึ่งปีงบประมาณที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2568 – 27 มีนาคม 2569) มีผู้ป่วยรับบริการผ่านระบบ Telemedicine รวม 1,374,348 ครั้ง หากเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาโรงพยาบาลขั้นต่ำที่ 200 บาทต่อคนต่อครั้ง จะช่วยประหยัดไปได้กว่า 274,869,600 บาท ทั้งนี้ ได้ให้บูรณาการร่วมกับระบบการจัดส่งยาผ่าน Health Rider และไปรษณีย์อย่างครบวงจร โดยตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 – 26 มีนาคม 2569 มียอดการจัดส่งยาสะสมสูงถึง 3.6 ล้านรายการ
2) สร้างความมั่นใจบริการการแพทย์ฉุกเฉิน กรณีรถพยาบาลรับส่งผู้ป่วย ซึ่งขณะนี้มีรายงานพื้นที่ได้รับผลกระทบปานกลาง 18 จังหวัด คือ ต้องหาสถานีบริการที่ยังมีน้ำมัน แต่ยังให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขได้ปกติ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ประสานกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้สนับสนุนการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถพยาบาล รถกู้ชีพกู้ภัย และยานพาหนะสนับสนุนภารกิจทางการแพทย์ของสถานพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีช่องทางสนับสนุนการเติมน้ำมันกรณีจำเป็นเร่งด่วน มีจุดประสานงานหรือผู้รับผิดชอบทั้งส่วนกลางและจังหวัด และจัดทำแนวทางปฏิบัติร่วมระหว่างหน่วยงานด้านพลังงานและหน่วยงานด้านสาธารณสุข กรณีเกิดข้อจำกัดด้านการกระจายเชื้อเพลิงในบางพื้นที่ หรือกรณีจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญในการใช้เชื้อเพลิงสำหรับภารกิจช่วยชีวิต รวมทั้งประสานกระทรวงมหาดไทย ให้มีการบริหารจัดการภายในระดับพื้นที่ของแต่ละจังหวัดด้วย
และ 3.การสำรองยาและเวชภัณฑ์ ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้จัดตั้ง War room ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมยาและเครื่องมือแพทย์ จากการติดตามสถานการณ์พบว่า ชนิดและปริมาณยาและเวชภัณฑ์ยังมีสำรองเพียงพอ 3-12 เดือน แต่มีปัญหาการขาดแคลนบรรจุภัณฑ์พลาสติกและตัวทำละลาย รวมถึงความล่าช้าในการขนส่ง แต่อยู่ในระดับที่รับมือได้ สำหรับหน่วยบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำระบบแดชบอร์ดติดตามทั้งระดับโรงพยาบาล จังหวัด และเขตสุขภาพ แบ่งความเพียงพอของยาและเวชภัณฑ์คงคลังเป็น 4 ระดับ ได้แก่ เขียว (มีปริมาณมากกว่า 1.5 เดือน) เหลือง (น้อยกว่า 1.5 เดือน และ/หรือขนส่งล่าช้า) ส้ม (น้อยกว่า 0.5 เดือน) และ แดง (หมดคลัง) โดยจะจัดหาเพิ่มเติมตั้งแต่ระดับสีเหลืองและจัดสรรทรัพยากรตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับเขตสุขภาพ และระดับประเทศ กรณีมีแนวโน้มขาดแคลนระดับประเทศ ได้มอบหมายให้องค์การเภสัชกรรมดำเนินการจัดหา ซึ่งขณะนี้มีการสำรองวัตถุดิบสำหรับผลิตยาไว้ถึง 6 เดือน นอกจากนี้ ยังติดตามและเฝ้าระวังรายการยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น (Watch List) เช่น ยาช่วยชีวิต ยาที่ใช้ในห้องผ่าตัด และยาสำหรับโรคที่จำเป็น เช่น โรคมะเร็ง โรคเรื้อรัง โดยมีการทบทวนรายการยาและเวชภัณฑ์ที่ได้รับแจ้งจากผู้ประกอบการและหน่วยบริการอย่างต่อเนื่อง

“อย. ยังออกมาตรการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ 2 ฉบับ โดยฉบับแรกอำนวยความสะดวกกรณีแก้ไขเปลี่ยนแปลงแหล่งวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ เปิดช่องทางพิจารณาแบบเร่งด่วน ให้การอนุมัติปรับเปลี่ยนต่าง ๆ รวดเร็ว และอีกฉบับเป็นการกำหนดมาตรการเชิงรุกร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและภาคีเครือข่าย เน้นพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในพื้นที่ให้ผลิตสินค้าใช้เองและขยายสู่ตลาดได้ และอำนวยความสะดวกในการขออนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน รวมถึงยังมีมาตรการช่วยเหลือด้านการเงิน โดยจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคารของรัฐเพิ่มสภาพคล่องการประกอบธุรกิจ รวมทั้งจัดทำคู่มือการใช้สมุนไพรรอบตัว เพื่อประชาชนใช้ดูแลสุขภาพเบื้องต้น” นายพัฒนากล่าว

