ถ้ามองถึงความเป็นจริงแล้วหน้างานตำรวจที่ต้องรับผิดชอบมีเหลือล้นเกี่ยวข้องกับชาวบ้านตั้งแต่เกิดจนตาย แต่พอถึงภาวะวิกฤตตำรวจกลับเป็นตัวหลักเบอร์ต้นๆที่รัฐบาลเลือกใช้บริการ อาจเป็นเพราะระเบียบวินัยที่ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องรับปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ถึงเด้งรับทุกงานที่อยู่ในกระแสเพื่อรับจบให้รัฐบาล

แต่งานที่รับจบบ้างครั้งไปกระทบกับงานหลักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แทนที่จะได้ดอกไม้กลับไปก้อนอิฐแทน เพราะหน้าที่หลักของตำรวจคือป้องกันและระงับเหตุ บังคับใช้กฎหมาย และดูแลความปลอดภัยของประชาชน
เมื่อมารับหน้างานตามกระแสที่รัฐบาลมอบให้ กำลังคนถูกกระจาย พร้อมกับเวลาที่ถูกแบ่งไปให้กับงานตามกระแส กำลังพลน้อยลงสมาธิของผู้ปฏิบัติงานในที่ตั้งเสียไปด้วย ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ ผู้บังคับบัญชาที่อยู่หน้างาน ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนงานหลักได้อย่างเต็มที่ เพราะกำลังตำรวจถูกแบ่งไปปฏิบัติงานตามกระแส และประชาชนได้รับผลกระทบตรงๆเพราะไม่มีกำลังตำรวจที่จะป้องกันในฐานะสายตรวจ และถ้าเกิดเหตุร้ายอาจไม่มีความพร้อมที่จะรับมือ
ยิ่งในภาวะปัจจุบันโรงพักเกือบทั่วประเทศ ขาดแคลนกำลังพล หลายโรงพักมีกำลังไม่ถึงครึ่งของอัตราที่กฎหมายกำหนด ทั้งพนักงานสอบสวน ชั้นประทวนระดับปฏิบัติ ล้วนแต่ขาดแคลนทั้งสิ้น
ยามที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ถูกพิษสงครามซ้ำเติม น้ำมันขาดแคลนกระทบถูกอาชีพ ภาวะข้าวยากหมากแพงเริ่มปรากฏให้เห็นอยู่รำไร ภัยอาชญากรรมมีแนวโน้มสูงอยู่แล้วจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ การป้องกันและปราบรามจะตกอยู่บนบ่าสองข้างของตำรวจ
เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งให้ตำรวจออกตรวจสต๊อกน้ำมันตามปั๊ม คลังเก็บน้ำมัน ว่ากักตุนหรือไม่ ผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เด้งรับทันทีพร้อมสั่งตำรวจทั่วประเทศดำเนินการ ภาระจะไปตกที่โรงพัก กลายเป็นงานที่งอกออกมาเกินภหน้าที่หลัก แถมไร้งบประมาณสนับสนุนอีกต่างหาก
งานลักษณะนี้มีหน่วยอื่นรับผิดชอบอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็น กรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน กรมการค้าภายใน กรมชั่งตวงวัด สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สามารถทำได้ทันทีและมีศักยภาพด้วย เพราะเป็นหน้างานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว เพียงแค่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องสั่งกำชับเท่านั้น
หรือถ้านายอนุทินไม่กล้าสั่งการหรือไม่ไว้วางใจ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งให้กรมการปกครองดำเนินการ สั่งให้นายอำเภอ ปลัดอำเภอ เป็นแม่งาน นำกำลังอาสาสมัคร(อส.)เข้าตรวจสอบได้อยู่แล้ว ปกติปลัดอำเภอและ อส.ถ้าไม่มีเหตุหรือภัยธรรมชาติ งานรับผิดชอบน้อยอยู่แล้ว แถมมีอำนาจบังคับใช้กฎหมายอีกด้วย หรือถ้าไม่อยากลงมือเอง พอตรวจเจอให้ตำรวจทำแทนด้วยการเข้าแจ้งความดำเนินคดี การตรวจสอบสต๊อกน้ำมันตามปั๊มหรือคลังน้ำมัน ไม่ได้เกินกำลังของปลัดอำเภอและอส.อยู่แล้ว เพราะแต่ละอำเภอมีปั้มน้ำมันและคลังน้ำมันไม่กี่แห่ง บางอำเภอไม่มีทั้งปั๊มและคลังน้ำมันด้วยซ้ำ
ดังนั้นนับจากนี้ถ้าเกิดภาวะวิกฤตที่นอกเหนือวิกฤตน้ำมันขาดแคลนแล้ว ก่อนจะสั่งการให้ข้าราชการเข้าปฏิบัติการ นายกรัฐมนตรี ต้องใช้สมองตรึกตรอง ใช้ความรู้เชิงบริหารแบบมืออาชีพ ว่าหน่วยงานไหนเกี่ยวข้องโดยตรงและสามารถปฏิบัติงานได้ทันที ต้องสั่งหน่วยงานนั้นก่อนหรือถ้าไม่กล้าตัดสินใจสั่งให้รัฐมนตรีในสังกัดไปดำเนินการ จะเกิดผลดีเพราะใช้คนถูกงานแก้วิกฤตได้ตรงจุด
แต่ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีบริหารแบบไม่เข้าใจระบบโครงสร้างอำนาจของราชการ พอเจอวิกฤตนึกอะไรไม่ออกสั่งการตำรวจไว้ก่อน แถมผู้บริหารตร.แทนที่จะเห็นแย้งพร้อมเสนอแนะว่าควรใช้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงก่อน เพราะแก้ปัญหาได้รวดเร็วถูกจุด และไม่กระทบงานตำรวจที่หนักอึ้งอยู่แล้วด้วย กลับสนองตอบแบบไร้ข้อโต้แย้ง แถมนำกำลังเข้าบุกตรวจทันทีเสมือนอยากสร้างผลงานให้เข้าตานายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการสร้างเพิ่มภาระให้กับตำรวจชั้นผู้น้อยระดับโรงพักและระดับปฏิบัติการอย่างหลีกไม่ได้ จนเกิดกระแสในสื่อโซเซียลที่ตำรวจหลายกลุ่มตั้งคำถามไปถึงผู้บริการตร.เชิงประชดและเสียดสี อาทิ ตำรวจไทยรับจบทุกกระแส หรือ อะไรๆก็ตำรวจหน่วยงานรับผิดชอบหายหัวไปไหนหมด หน้าที่ตำรวจงานป้องกัน ปราบปราม สืบสวน นึกว่ายกเลิกไปหมดแล้ว
เสียงสะท้อนเหล่านี้น่าจะช่วยกระตุกต่อมความกล้าให้ผู้บริหารตร. ที่จะโต้แย้งและเสนอแนะนายกรัฐมนตรี เมื่อเจอข้อสั่งการให้ตำรวจปฏิบัติในงานที่งอกออกมาโดยที่มีหน่วยงานอื่นรับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว ผลดีจะตกกับตำรวจระดับปฏิบัติการทั่วประเทศ ถ้าไปแบกรับทุกอย่างผลงานที่ออกมาส่วนใหญ่จะได้รับก้อนอิฐมากกว่าดอกไม้ !!!


