น้ำมันวิกฤตหนักรอคิวเติมข้ามวัน​ ”อนุทิน”ย้ำมีเพียบ-ส่งขายลาว-พม่า​ ลือหึ่งสมคบคิดถอนทุนก่อนรัฐถังแตก                               

564

ความจริงจากวิกฤตน้ำมันขาดแคลนระหว่างชาวบ้านกับรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดูย้อนแย้งอย่างรุนแรง เพราะพลันที่เกิดสงครามอ่าวเปอร์เซีย ประชาชนทั้งประเทศต่างวิตกว่าน้ำมันจะขาดแคลน แต่นายอนุทิน พร้อมนายอรรถพล กฤษ์พิบูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน การันตีทันทีว่าไม่ขาดแคลนแน่นอน เสำรองให้ใช้ยาวถึง 60 วัน

                แต่เวลาผ่านไปถึงหนึ่งสัปดาห์ภาพประชาชนนำรถไปเข้าคิว เกษตรกรนำแกลลอนไปเข้าคิวซื้อน้ำมันจากปั๊มปรากฏให้เห็น  หลายพื้นที่ต้องขับรถมาเข้าคิวรอแบบข้ามคืนข้ามวัน หลายคนถอดใจกลับแบบไร้น้ำมัน

                น้ำมันขาดแคลนได้กระจายไปทุกกลุ่มอาชีพ ทั้งเกษตรกร ประมง ระบบขนส่ง แม้แต่วัดยังต้องปิดเมรุไม่รับเผาศพ รวมถึงสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ภายใต้กานนำขอนายทองอยู่ คงขันธ์  ประธานสหพันธ์ฯระดมรถบรรทุกชุมนุมประท้วงในพื้นที่ แหลงฉบัง ชลบุรี

              นายทองอยู่ สะท้อนความเห็นแบบได้ใจชาวบ้านว่า รัฐบาลหน่อมแน้ม บริหารจัดการไม่เป็น เก่งแต่โทษชาวบ้าน ไม่เคยโทษตัวเอง ปัญหาน้ำมันขาดแคลนครั้งนี้ มีลักษณะผิดปกติเชื่อว่ากลุ่มทุนพลังงาน หาผลประโยชน์จากความเดือดร้อนของประชาชน ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ จนถึงตอนนี้(18มี.ค.)มันเป็นน้ำมันสต๊อกเก่า โรงกลั่นเก่า อยู่ในคลังเก่า ทำไม่ต้องขึ้นราคาน้ำมัน”

         ประเด็นที่นายทองอยู่สะท้อนว่ากลุ่มพลังงานหาประโยชน์ จริงเท็จประการใดนั้น ข่าวที่บรรดารถบรรทุกน้ำมันไปเข้าคิวรอหน้าโรงกลั่นนานถึง 4-5 วันและข่าวเจ้าของปั๊มน้ำมันในหลายพื้นที่ยืนยันว่าบริษัทน้ำมันและโรงกลั่นลดปริมาณการส่งน้ำมันลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์  อาทิเจ้าของปั๊มน้ำมันที่ จ.เลยบอกว่าเคยรับน้ำมันครั้งละ 20,000 ลิตร ถูกลดลงเหลือ 10,000 ลิตร น่าจะอธิบายความได้ดีที่สุด

         ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากากระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง(ศบก.) บอกเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ก่อนที่จะประชุมกับนายอนุทินในวันที่ 19 มีนาคม ว่าต้องหาไอ้โม่งที่งาบน้ำมันให้ได้ เอามาจับแก้ผ้าถามกันเลย

            พอประชุมเสร็จนายอนุทินกลับแถลงว่า”ไม่มีคำว่าไอ้โม่ง มันมีการมาตุนน้ำมันโดยประชาชน ที่มีความกังวลอยู่ระดับหนึ่ง จากเดิมที่เคยใช้ประมาณ 67 ล้านลิตร/วัน เพิ่มเป็น 84 ล้านลิตร/วัน ขอยืนน้ำมันสำรองมีเพียงพอไม่ต้องห่วง และยังส่งให้ลาววันละ 5 ล้านลิตร และให้เมียนมาวันละ 5 แสนลิตรด้วย”


         ความย้อนแย้งนี้ พออนุมานกันไดว่าระหว่างบริษัทน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมัน กับรัฐบาล มีรัฐมนตรีเป็นเจ้าของธุรกิจน้ำมัน แทบจะเป็นเนื้อเดียวกันเลย เพราะมีชุดความเห็นหนึ่งเก็บข้อมูลทั้งจากผู้เดือดร้อนและการแก้ปัญหาของรัฐบาลมาวิเคราะห์ชี้เห็นถึงความผิดปกติว่ามีการสบคบคิดกันเพื่อแสวงหาประโยชน์หรือไม่ ?

      ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 1 มีนาคม สงครามเริ่มปะทุกรัฐบาลบอกว่าใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตรึงราคาขายปลีกได้ประมาณ 1 เดือน บนสมมุติฐานราคาน้ำมันตลาดโลกอยู่ที่ 110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สถานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 1 มีนาคม เป็นบวก 2,459 ล้านบาท มีกระแสเงินสด 2.7 หมื่นล้านบาท หากราคาน้ำมันตลาดโลกขยับเป็น 130 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล กองทุนฯอาจทยอยลดเงินอุดหนุนและทยอยปรับราคาน้ำมันในประเทศครั้งละ 50 สตางค์/ลิตร แต่ไม่เกิน 1 บาท

         แต่เวลาผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ปรากฏว่ากองทุนน้ำมันฯติดลบทันที เป็นจังหวะเดียวกันที่โรงกลั่นเพิ่มค่าการกลั่นจาก 2 บาท เป็น 6 บาท มาพร้อมกับเสียงอธิบายแบบอ้อมแอ้มคล้ายคนอมกล้วยจากรัฐบาลและบริษัทพลังงานว่าเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

        นับแต่นั้นมากองทุนน้ำมันฯติดลบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหลายหมื่นล้าน จนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะกู้เงินเข้ากองทุนฯ โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำ จะกลายเป็นหนี้สาธารณะของประเทศที่ประชาชนต้องแบกรับแบบเต็น

        ถ้ามองถึงความเป็นจริงยึดตามที่นายอนุทินและนายอรรถพล บอกว่ามีน้ำมันสำรองให้ใช้ถึง 60 วันและตรึงราคาไว้ 15 วัน ตีความประสาชาวบ้าน คือน้ำมันซื้อมาก่อนเกิดสงคราม ราคาเก่า โรงกลั่นเดิมๆ กองทุนน้ำมันฯไม่ต้องควักจ่ายอุดหนุน แต่เวลาผ่านไปไม่ถึง 4 วัน ค่าการกลั่นเพิ่ม ถัดมา 6วัน กลุ่มแก๊ลโซฮอล์ ขึ้น 50 สตางค์ มาพร้อมกับกองทุนน้ำมันฯติดลบ เกิดขึ้นเร็วมาก

            จากปรากฏการณ์นี้ทำให้สงสัยว่าทฤษฏีสมคบคิดเพื่อถอนทุน ระหว่างบริษัทพลังงาน โรงกลั่นและนักการเมือง เกิดขึ้นจริงหรือไม่?  ทั้งที่ในช่วง 2-3 วันแรกที่สงครามปะทุ รัฐบาลและบริษัทน้ำมันยังยืนว่าเอาอยู่  พอสงครามมีแนวโน้มยืดเยื้อ นายทุนพลังงานและนายทุนพรรคการเมือง ที่ลงขันกันจำนวนมากเพื่อให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง คงเกิดอาการลังเลว่าถ้าไม่รีบถอนทุนจากวิกฤตน้ำมัน คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว

          ครั้นจะรอถอนทุนจากงบประมาณแผ่นดินผ่านโครงการต่างๆ เหมือนในอดีต คงทำลำบาก เพราะโอกาสที่รัฐบาลถังแตกมีสูงมากและฝ่ายค้านคงไม่ยอมปล่อยผ่าน  ถือว่าจังวหะนี้เหมาะสมที่สุด ถ้าฝ่ายค้านตรวจสอบจะอ้างว่าเป็นรัฐบาลรักษาการณ์และไม่ได้เกี่ยวข้องเป็นฝีมือของเอกชนล้วนๆ

          ดังนั้นชุดความเห็นวิกฤตน้ำมันขาดแคลนแถมราคาพุ่งก่อนเวลาที่รัฐบาลขีดเส้นไว้ เข้าข่ายทฤษฏีสมคบคิดเพื่อถอนทุนจากเงินที่จ่ายในช่วงเลือกตั้งหรือไม่ ? วิญญูชนพึงประเมินกันตามสะดวก !!!