สงขลา, วันที่ 18 มี.ค. – กรมป่าไม้ เปิดยุทธการพิทักษ์ป่าพรุควนเนียง นำกำลังปูพรมเข้าตรวจยึดพื้นที่เป้าหมาย 48 แปลง เนื้อที่กว่า 840 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าทุ่งแพร ท้องที่ตำบลห้วยลึก อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา หลังตรวจพบมีการใช้เครื่องจักรหนักเข้าไปเปิดพื้นที่ป่าธรรมชาติปลูกปาล์มน้ำมัน บางส่วนขยายพื้นที่ออกจากที่ดินเอกสารสิทธิ์ ข้อมูลการสืบสวนของชุดการข่าวพยัคฆ์ไพร พบว่ามีกลุ่มทุนเริ่มเข้ามาเปิดพื้นที่จำนวนมากในปี 2568 และพบข้อมูลเชื่อมโยงเจ้าหน้าที่ของรัฐบางหน่วยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง เบื้องต้นได้แจ้งความดำเนินคดีทั้งหมดต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรควนเนียง ขณะเดียวกันเตรียมนำเรื่องราวเสนออธิบดีกรมป่าไม้ ให้พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีได้รับข้อมูลจากพลเมืองดี อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
หลังจากพบข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศว่าเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าทุ่งแพร ซึ่งเป็นป่าพรุผืนใหญ่แห่งเดียวของสงขลา เป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพทั้งทรัพยากรป่าไม้ และที่อยู่ของสัตว์ป่าถูกบุกรุกแผ้วถางปลูกปาล์มน้ำมันเป็นวงกว้างกว่า 840 ไร่ นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ จึงสั่งการให้นายโกสิทธิ์ นิลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้ที่บุกรุก พร้อมขยายผลให้ถึงที่สุดทั้งขบวนการ หลังพบว่าอาจมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้อง

นายทรงศักดิ์ กิตติธากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 (สงขลา) จึงร่วมกับนายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) นำกำลังเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่ สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ, กอ.รมน.จังหวัดสงขลา และฝ่ายปกครองอำเภอควนเนียง เปิดยุทธการพิทักษ์ป่าพรุควนเนียง ปูพรมตรวจยึดพื้นที่เป้าหมาย 48 จุด ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าทุ่งแพร โดยได้ประสานการปฏิบัติกับสำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สาขารัตภูมิ เพื่อขอคัดถ่ายระวางที่ดิน ในการคัดกรองพื้นที่เป้าหมายที่ปรากฏสภาพป่าเปลี่ยนแปลง และอยู่นอกเขตที่ดินซึ่งมีเอกสารสิทธิทางที่ดิน ตามกฎหมายที่ดิน โดยสามารถกำหนดพื้นที่เป้าหมายได้ 3 โซน ตั้งอยู่ใน ท้องที่หมู่ที่ 6 และหมู่ที่ 7 ตำบลห้วยลึก อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา
ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ชุดการข่าวพยัคฆ์ไพร ได้ลงพื้นที่สืบสวนหาข้อมูล กระทั่งพบว่าทุกแปลงมีลักษณะการบุกรุกที่เหมือนกัน คือมีการใช้เครื่องจักรกลหนักเข้ามาแผ่วถางเปิดพื้นที่ป่าพรุ โค่นต้นเสม็ดที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติจนโล่งเตียน จากนั้นจะขุดร่องน้ำนำดินขึ้นมาถมเป็นคันดิน เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน โดยมีกลุ่มนายทุนทั้งในและนอกพื้นที่เข้ามาดำเนินการ รวมถึงอาจมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเขาไปมีส่วนเกี่ยวข้อง

จากการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศปรากฏชัดเจนว่า ตั้งแต่ปี 2567 -2568 มีการบุกรุกเปิดพื้นที่ป่าใหม่ ประกอบกับได้รับแจ้งเตือนจากระบบตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ป่าระยะไกลผ่านดาวเทียม พบว่าในเดือนกันยายน 2568 มีการบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่าแปลงใหญ่กระจายหลายจุด โดยเฉพาะใจกลางป่าพรุ เดิมเคยเป็นป่าเสม็ดที่สมบูรณ์ เส้นทางเข้าถึงพื้นที่ยากลำบาก ที่สำคัญตลอดระยะเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา ไม่พบร่องรอยการเข้าทำประโยชน์ เจ้าหน้าที่ได้นำอากาศยานไร้คนขับขึ้นบินสำรวจวางแผนปฏิบัติการทางภาคพื้นดิน ซึ่งพบว่าแปลงพื้นที่เป้าหมายทั้งหมดมีลักษณะการบุกรุก 3 รูปแบบ ทั้งการเปิดพื้นที่ใหม่ทั้งแปลง การขยายพื้นที่จากแปลงที่ทำกินเดิม และมีการขยายพื้นที่เพิ่มเติมออกนอกแปลงที่ดินเอกสารสิทธิ์
จากการตรวจสอบพบว่าพื้นที่ทั้ง 48 แปลง เนื้อรวม 842 -1 -64 ไร่ อยู่ในเขตป่าสงวน ซึ่งอยู่นอกระวางเอกสารสิทธิ์ และอยู่นอกเขตพื้นที่ตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานไปแจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรควนเนียง เพื่อดำเนินคดี พร้อมทำรายงานถึงกรมป่าไม้ เพื่อให้พิจารณาตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ถึงสาเหตุที่ทำให้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติถูกบุกรุกอย่างหนักในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง

