ลูกหลานสายสกุลสนิทวงศ์ เปิดหลักฐาน 100 ปี ชี้ชัด “สันปันน้ำคือสันผา” ยัน เขตแดนไทย-กัมพูชาจบแล้วตามสัญญาประธาน

224

วันนี้ (16 มี.ค.69) เวลา 11.00 น. ตัวแทนทายาทราชสกุลสนิทวงศ์ นำโดย นายพงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, นายสุรภพ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, นายวัฒนวงษ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และนายภาคย์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ในฐานะลูกหลานแห่งราชสกุลและสายตรงพลเอก เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ ร่วมกันเปิดเผยข้อมูลประวัติศาสตร์การปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอธิปไตยของชาติ

นายพงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กล่าวว่า เมื่อครั้งวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ที่ฝรั่งเศสส่งเรือรบมาปิดปากอ่าวไทย ประเทศไทยรอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมมาได้ด้วยพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ “เงินถุงแดง” ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเตรียมไว้กู้ชาติ

ในเวลานั้น ฝรั่งเศสหมายปองเมืองชายฝั่งอย่างจันทบุรีและตราด แต่ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลที่ทรงรักประชาราษฎร์และต้องการรักษาเมืองชายทะเลสำคัญที่มีคนไทยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก พระองค์จึงจำต้องยอมเสียสละดินแดนส่วนอื่น ได้แก่ ลาวในปัจจุบัน และมณฑลบูรพา (พระตะบอง, เสียมราฐ, ศรีโสภณ) เพื่อแลกกับการรักษาจันทบุรีและตราดเอาไว้

การเสียดินแดนในปี ค.ศ. 1904 นำมาสู่การปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน-ฝรั่งเศส รัชกาลที่ 5 ทรงมอบหมายให้ หม่อมชาติเดชอุดม (ม.ร.ว.สท้าน สนิทวงศ์) นายร้อยทหารบกจากโรงเรียนนายร้อยเดนมาร์ก เป็นหัวหน้าคณะกรรมการปักปันฝ่ายสยาม เจรจากับคณะของ พันตรีแบร์นาร์ด (Commandant Bernard) หัวหน้าคณะฝ่ายฝรั่งเศส

ทั้งนี้ หม่อมชาติเดชอุดม หรือต่อมาคือ พลเอก เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ มีความสำคัญอย่างยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์ โดยท่านเป็นคุณตาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นพระปัยกา (ทวด) ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

นายสุรภพ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ระบุว่า การเจรจาปักปันพรมแดนตามสนธิสัญญา ค.ศ. 1907 ยึดถือพรมแดนธรรมชาติ (Natural Border) เป็นหลัก ซึ่งล่าสุดได้มีการแปลบันทึกการประชุมนับร้อยหน้าจากภาษาฝรั่งเศสโดย คุณเปรมิกา สุจริตกุล นายกสมาคมนักเรียนเก่าฝรั่งเศส พบว่าเอกสารแนบท้ายสัญญาประธานนี้ระบุชัดเจนถึงคำว่า “สันปันน้ำ” ในยุคนั้นว่าคือ “สันผา” นายภาคย์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา อธิบายรายละเอียดสำคัญ 4 ประการที่ตกลงกันไว้คือ 1. ยึดแนวสันเขาพนมดงรักที่เด่นชัดเป็นพรมแดน 2. ต้องเป็นแนวที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากฝั่งกัมพูชา (ซึ่งต่ำกว่าฝั่งไทยอย่างน้อย 100 เมตร) // 3. ต้องเป็นแนวที่ไม่สามารถเดินข้ามผ่านได้โดยไม่รู้ตัว เพื่อป้องกันข้อพิพาท 4. ยึดแนวนี้ตลอดเทือกเขาพนมดงรักจนถึงที่ราบฉนวนเขมร (จ.สระแก้ว)

การยึด “สันผา” แทนการใช้จุดสูงสุด (Highest Elevation) แบบสมัยใหม่ เป็นยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด เพราะไทยจะอยู่ในจุด “สูงข่ม” ได้เปรียบในเชิงการทหาร และสอดคล้องกับภูมิวัฒนธรรมที่แบ่งแยกกลุ่มคนบนที่ราบสูงโคราชและที่ราบต่ำเขมรออกจากกันอย่างชัดเจน

นายวัฒนวงษ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กล่าวย้ำว่า ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเกิดจากการไม่ยึดตามสัญญาประธาน แต่กลับไปใช้นิยามสันปันน้ำตามเทคโนโลยีดาวเทียมสมัยใหม่ ซึ่งในทางภูมิศาสตร์ หน้าผาอาจมีการกัดกร่อนเพียงเล็กน้อย แต่หากใช้จุดสูงสุดเป็นตัวตั้ง พรมแดนอาจคลาดเคลื่อนไปได้ไกลถึง 5 กิโลเมตร จนเกิดเป็น “พื้นที่ทับซ้อน” ขึ้นมา

“เราขอยืนยันว่าการปักปันเขตแดนได้สำเร็จสิ้นสุดลงแล้วเมื่อร้อยกว่าปีก่อน แผนที่ใดๆ ที่จัดทำขึ้นภายหลังแล้วขัดกับสัญญาประธานถือว่าไม่ถูกต้อง ปัญหาทุกอย่างจะจบลงทันทีหากทุกฝ่ายกลับมายึดถือตามบันทึกการเจรจาปักปันในสัญญาประธานที่ระบุว่าสันปันน้ำคือสันผา” นายวัฒนวงษ์ กล่าว