“กรมราชทัณฑ์” จับมือ “บิ๊กซี” ส่งเสริมฝึกวิชาชีพทักษะพิเศษ ศิลปะการแสดง-งานช่างสิบหมู่

100

กรุงเทพฯ, วันที่ 16 มีนาคม – กรมราชทัณฑ์ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการส่งเสริมการฝึกวิชาชีพทักษะพิเศษ ด้านศิลปะการแสดง และงานช่างสิบหมู่ ระหว่างกรมราชทัณฑ์ กับ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) โดยมี พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วย ร้อยตำรวจเอก สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดี นายอำนวย เปรมกิจพรพัฒนา ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษธนบุรี และคณะผู้บริหารบริษัทบิ๊กซี อาทิ นายอัศวิน เตชะเจริญกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล รองประธานกรรมการบริหารนางวิภาดา ดวงรัตน์ กรรมการบริษัทและกรรมการบริหาร และผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากเข้าร่วม ที่ บิ๊กซี สาขาราชดำริ

กรมราชทัณฑ์ มีภารกิจสำคัญในการควบคุม ดูแลผู้ต้องขัง และพัฒนาพฤตินิสัย ให้มีความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาพฤตินิสัย ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนภาระ เป็นโอกาส” ซึ่งให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะวิชาชีพผู้ต้องขังให้มีความโดดเด่นและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน โดยการพัฒนาหลักสูตรการฝึกวิชาชีพทักษะพิเศษ ที่สอดคล้องกับมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาชั้นสูง ของไทย ได้แก่ “ด้านศิลปะการแสดง” และ “งานช่างสิบหมู่” ซึ่งการฝึกวิชาชีพด้านช่างสิบหมู่ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการกล่อมเกลาจิตใจผู้ต้องขัง ให้เกิดความประณีต มีสมาธิ และตระหนักในคุณค่าของตนเอง ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานประณีตศิลป์ อันเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพของผู้ต้องขังด้านศิลปะและวัฒนธรรม ตลอดจนการขยายช่องทางการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยการเปิดพื้นที่การแสดงทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อสร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ในการเชื่อมโยงผลผลิตจากการพัฒนาพฤตินิสัย สู่สาธารณชน โดยในระยะเริ่มต้น กรมราชทัณฑ์จะดำเนินโครงการนำร่องในการนำผลิตภัณฑ์จากฝีมือผู้ต้องขังของ “เรือนจำพิเศษธนบุรี” มาจัดแสดง และจัดจำหน่าย ณ บิ๊กซี สาขาราชดำริ ชั้น 3

และจะดำเนินการขยายการจัดจำหน่ายไปยังเรือนจำ/ทัณฑสถาน กับบิ๊กซี ทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุน และให้กำลังใจผู้ต้องขัง ผ่านการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากความตั้งใจ และความพยายามในการพัฒนาตนเองของผู้ต้องขัง เสริมสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพภายหลังพ้นโทษ และลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำ อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืนต่อไป