วันนี้ (16 มี.ค.69) เวลา 11.00 น. นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ในฐานะประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ได้แถลงจุดยืนและแสดงหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้งเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา ในหัวข้อ “การแสดงหลักฐานและจุดยืนของทายาทบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ เรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา” โดยระบุว่าจากการศึกษาบันทึกการประชุมและเอกสารประวัติศาสตร์ช่วงปี ค.ศ. 1905–1907 (พ.ศ. 2448–2450) พบข้อสรุปที่ชัดเจนว่า เส้นเขตแดนบริเวณเทือกเขาพนมดงรักนั้น คณะกรรมาธิการปักปันเขตแดนทั้งสองฝ่ายได้ตกลงให้ใช้ “ขอบหน้าผา” เป็นเส้นแบ่งเขต ยึด “ขอบหน้าผา” ป้องกันความขัดแย้งในทางปฏิบัติ
นายปานเทพชี้ให้เห็นว่า ในการจัดทำคำคัดค้านต่อศาลโลกในอดีต (ข้อที่ 45 และ 51) ฝ่ายไทยได้ระบุถึงบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการฝรั่งเศส-สยาม ซึ่งมีใจความสำคัญว่า หากตีความคำว่า “สันปันน้ำ” (Watershed) ตามหลักภูมิศาสตร์อย่างเคร่งครัดจนเกินไป จะส่งผลให้เส้นเขตแดนถูกลากผ่านพื้นที่ราบแคบๆ บนหลังเขา ซึ่งมีความกว้างเพียงไม่กี่เมตรไปจนถึง 2 กิโลเมตร
การปล่อยให้พื้นที่แนวหน้าผาอันเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่คับแคบตกเป็นของอินโดจีน (กัมพูชาในขณะนั้น) จะก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องในทางปฏิบัติ ประธานคณะกรรมาธิการทั้งสองฝ่ายจึงมีมติเห็นพ้องว่า “เส้นสันปันน้ำควรยึดเอาตามขอบหน้าผา” เนื่องจากเป็นเส้นเขตแดนที่มองเห็นได้ชัดเจนจากเบื้องล่าง และสอดคล้องกับหลักสามัญสำนึกในการแบ่งพื้นที่ เพื่อป้องกันการล่วงล้ำเขตแดนโดยไม่ตั้งใจ
หลักฐานจาก “พันเอกมองจีเอ” ยันชัดแนวสันเขาคือเส้นแบ่ง
นอกจากนี้ นายปานเทพยังอ้างถึงรายงานภารกิจของ พันเอกมองจีเอ (Colonel Montguers) ประธานคณะกรรมาธิการฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1907 ซึ่งระบุว่า เส้นพรมแดนบริเวณเทือกเขาพนมดงรักนั้นเป็นแนวพรมแดนที่มองเห็นได้ชัดเจนจากตีนเขา โดยถือเอาขอบหน้าผาเป็นเกณฑ์ ซึ่งหมายความว่าพื้นที่บนยอดเขาและตัวปราสาทที่อยู่บนสันเขาควรอยู่ในเขตอธิปไตยของสยาม ส่วนฝั่งกัมพูชาจะอยู่บริเวณพื้นที่ราบด้านล่างหน้าผา
“เส้นเขตแดนนี้ถูกกำหนดให้เป็นแนวแบ่งระหว่างสยามและเขมรมาโดยตลอด โดยใช้ขอบหน้าผาเป็นเส้นขีดจำกัด ซึ่งรวมถึงพื้นที่บริเวณปราสาทตาควายและปราสาทตาทมด้วย”
นายปานเทพ ย้ำเตือนว่าคำพิพากษาศาลโลกในอดีตนั้น ตัดสินเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้น ไม่ได้มีผลผูกพันไปถึงแผนที่หรือเขตแดนตลอดแนวเทือกเขาพนมดงรักทั้งหมด ดังนั้นไทยจึงควรยึดถือแนวทางของบรรพบุรุษที่รักษาอธิปไตยตามแนวหน้าผา ตั้งแต่เขตที่ 1 ถึงเขตที่ 5 (ตั้งแต่ช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ไปจนถึงจังหวัดสระแก้ว) ซึ่งเป็นหลักการทางประวัติศาสตร์ที่ฝรั่งเศสเคยยอมรับไว้
การแปลและนำเสนอหลักฐานในครั้งนี้ จึงถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า หากรัฐบาลยึดตามแนวทางสันปันน้ำบนหน้าผาตามบันทึกประวัติศาสตร์ จะสามารถรักษาพื้นที่ทับซ้อนและความขัดแย้งเรื่องเขตแดนได้อย่างยั่งยืน

