สกู๊ปพิเศษ “รองฯไมค์”เด้งรับลูก นโยบาย ผบ.ตร.เร่งสปีด ปฏิรูปงาน “สายงานสอบสวน” แก้ปัญหาเรื้อรัง ยกระดับกระบวนการยุติธรรม

262

ปัญหาเรื้อรังของ “พนักงานสอบสวน” ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งสะสมมานานทั้งเรื่องภาระงานหนัก ค่าตอบแทนไม่สอดคล้องกับภารกิจ และเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่ไม่ชัดเจน กำลังถูกผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลังรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้าปฏิรูประบบงานสอบสวนอย่างจริงจัง

กรณีนี้นั้นคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีมติเห็นชอบให้ยกระดับ “ตำแหน่งสายงานสอบสวน” เป็นสายงานเฉพาะทาง เพื่อสร้างเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ เพิ่มแรงจูงใจให้ตำรวจทำหน้าที่สอบสวนอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการวางรากฐานใหม่ให้กับกระบวนการยุติธรรมไทย ยกระดับตำแหน่ง “พนักงานสอบสวน”ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนถือเป็นกลไกสำคัญของกระบวนการยุติธรรม แต่กลับต้องเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งภาระคดีจำนวนมาก ความกดดันจากสังคม และค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสมกับภารกิจ ส่งผลให้ตำรวจจำนวนไม่น้อยพยายามย้ายออกจากสายงานสอบสวน

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ได้ให้ความสำคัญกับปัญหา นี้อย่างจริงจังเป็นรูปธรรม และเรียกขวัญกำลังใจพนักงานสอบสวน จึงแต่งตั้งมอบหมายให้ พล.ต.อ. นิรันดร เหลื่อมศรี ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) สายงานกฎหมายและคดี นำปัญหาของแท่งสายงานพนักงาน สอบสวน โดยให้เร่งเดินหน้าปรับทัพ ซึ่ง ภายหลัง ผบ.ตร. สั่งกำชับ ทาง พล.ต.อ. นิรันดร ก็ขานรับ ก็เร่งเดินหน้าเชิงรุก ซึ่งได้กำหนดแผนทันที

การปรับโครงสร้างครั้งนี้จึงกำหนดให้ ตำแหน่งพนักงานสอบสวนเป็นสายงานเฉพาะ ที่สามารถเลื่อนตำแหน่งตามระดับความสามารถได้ โดยไม่จำเป็นต้องย้ายสายงานเหมือนในอดีต ถือเป็นการเปิดเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพอย่างเป็นระบบ แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ตำรวจที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและงานสอบสวน สามารถเติบโตในสายงานได้อย่างมั่นคง พร้อมยกระดับคุณภาพการสอบสวนคดีให้มีมาตรฐานมากขึ้น

แก้ปัญหางานล้น – เพิ่มแรงจูงใจข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ประเทศไทยมีตำรวจประมาณ 230,000 นาย แต่จำนวนพนักงานสอบสวนกลับไม่เพียงพอกับคดีที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ส่งผลให้ตำรวจจำนวนหนึ่งต้องรับผิดชอบคดีจำนวนมากปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดแรงกดดันในการทำงาน และเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ระบบงานสอบสวนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง

การปรับโครงสร้างตำแหน่งและค่าตอบแทนจึงถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ โดยมีแนวทางเพิ่มค่าตอบแทนตำแหน่งให้ใกล้เคียงกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอื่น เช่น อัยการ หรือหน่วยงานด้านกฎหมายของรัฐ

ปรับระบบสู่ยุคดิจิทัล นอกจากการปรับโครงสร้างบุคลากรแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเดินหน้าพัฒนาระบบเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนการทำงานของพนักงานสอบสวน หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลประวัติอาชญากรรมและลายนิ้วมือ ระหว่างกองทะเบียนประวัติอาชญากร กับกรมการขนส่งทางบก เพื่อใช้ตรวจสอบข้อมูลผู้ขอใบขับขี่หรือผู้ขับรถสาธารณะ

ระบบดังกล่าวจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบประวัติบุคคลได้รวดเร็ว ลดขั้นตอนการทำงาน และช่วยคัดกรองบุคคลที่มีประวัติอาชญากรรมไม่ให้เข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะ นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา ระบบบริการออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน Police Care เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการของตำรวจได้ง่ายขึ้น ลดขั้นตอนและเพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน

สร้างความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม ผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำว่า การพัฒนางานสอบสวนจะดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้านหลัก ได้แก่(1.)พัฒนาการให้บริการประชาชน(2.)พัฒนาระบบการทำงานและเทคโนโลยี(3.)พัฒนาบุคลากรและสวัสดิการพนักงานสอบสวน

เป้าหมายสำคัญคือการทำให้งานสอบสวนมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นที่เชื่อถือของประชาชนมากขึ้น ก้าวสำคัญของการปฏิรูปตำรวจ การยกระดับสายงานสอบสวนครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของการปฏิรูปตำรวจไทย เพราะงานสอบสวนถือเป็นหัวใจของกระบวนการยุติธรรม หากระบบสอบสวนมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยให้การดำเนินคดีมีความถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่โครงสร้างตำแหน่งหรือเทคโนโลยีใหม่เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมไทยสามารถยืนอยู่บนหลักนิติธรรมได้อย่างแท้จริง

ทีมข่าวอาชญากรรม
รายงาน