ผบช.น.ชี้อุ้มผู้จัดการหนุ่มหมกบ้านร้างลพบุรี​ หวังฆ่าไม่ใช่เรียกค่าไถ​ ​เร่งล่าบอสใหญ่ตัวสั่งการ​ไม่หวั่นเป็นคนดังมีอิทธิพล

141

ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยอมรับ ขบวนการอุ้มผู้จัดการหนุ่มมีมากกว่า 10 คน มั่นใจหวังเอาชีวิตมากกว่าการเรียกค่าไถ่ หลังพบบาดแผลที่ศีรษะเป็นจุดตาย ส่วนปมเหตุเกิดจากความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์และชู้สาว ขณะที่ผู้สั่งการตัวจริง เชื่อเป็น “บอสใหญ่“ จะมีการออกหมายจับเร็วๆ นี้ ไม่หวั่นแม้รู้จักกับบุคคนมีชื่อเสียง

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เดินทางมาประชุมร่วมกับทีมสืบสวนสอบสวนชุดคลี่คลายคดีอุ้มฆ่านายรุทธ์ หรือ “ท็อป” ผู้จัดการบริษัทนำเข้า และจำหน่ายเครื่องมือทางการแพทย์ โดยภายหลังการประชุมนานเกือบ 1 ชั่วโมง ได้ออกมาเปิดเผยว่า คดีนี้เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนที่พี่ชายจะมาแจ้งเหตุที่ สน.สุทธิสาร เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากไม่สามารถติดต่อน้องชายได้

จากนั้นตำรวจได้ดำเนินการตรวจสอบ ตั้งแต่ที่พัก จนมาพบว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์ 7 คน ได้อุ้มตัวนายรุทธ์ไป โดยฝ่ายสืบสวนเริ่มขบวนการติดตามตัวจนสืบทราบ และออกหมายจับผู้ร่วมก่อเหตุครั้งนี้ 8 ราย ในฐานความผิดร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น และร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว และได้จับกุมตัวไปแล้ว 7 ราย เหลืออีก 1 ราย คือ “นายภูเมธ” ยังหลบหนี เบื้องต้นคาดว่าหลบหนีอยู่แนวตะเข็บชายแดนฝั่งภาคอีสาน และจากข้อมูลพบว่ามีคนช่วยพาหลบหนีไปทางช่องทางธรรมชาติ ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งติดตามตัว และพิสูจน์ทราบ

ทั้งนี้จากแนวทางการสืบสวน ยังทราบว่าทีมอุ้ม ได้อุ้มนายรุทธ์ ไปยังบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ โดยหลังทราบพิกัดจึงได้ให้พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบพื้นที่ภายในบ้าน พร้อมใช้เครื่องมือพิเศษตรวจสอบ ก่อนพบร่องรอยคราบเลือดในบ้าน แม้ได้เช็ดถูทำความสะอาดไปแล้ว แต่ไม่พบศพภายในบ้าน ชุดสืบสวนเลยแกะรอยต่อ เพราะคาดว่านายรุทธ์อาจจะยังมีชีวิต แต่สุดท้ายกลับพบเป็นศพอยู่ในบ้านร้างแห่งหนึ่ง พื้นที่ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี โดยพบร่องรอยการถูกเผา ซึ่งได้ส่งศพให้นิติเวชตรวจสอบแล้ว รวมถึงให้พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ แต่เบื้องต้นยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ศพนี้เป็นนายรุทธ์หรือไม่ แต่ชุดสืบสวนได้นำดีเอ็นเอของพ่อและแม่ของนายรุทธ์ที่เก็บไว้แล้ว ไปตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอว่าตรงกันหรือไม่ ซึ่งคาดว่าผลตรวจจะชัดเจนในวันพรุ่งนี้

เบื้องต้นจากการสอบถามพี่ชายขอฃนายรุทธ์ ยืนยันว่าสร้อยพระที่คอจากร่างที่พบ เป็นสร้อยพระอันเดียวกับของน้องชาย สุดท้ายเมื่อผลทางการออกมาเป็นอย่างไร ตำรวจจะดำเนินการตามขั้นตอน โดยหากว่าดีเอ็นเอร่างที่พบตรงกับนายรุทธ์ ก็จะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับผู้ต้องหา ในข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” รวมถึงขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการและผู้ว่าจ้าง ว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง ยืนยันตำรวจติดตามคดีนี้มาโดยตลอด ไม่ได้ทำงานล่าช้า โดยตำรวจมีพยานหลักฐานพอสมควร และหาความเชื่อมโยง จนพบว่ามีผู้ร่วมกระทำความผิดในคดีนี้มากกว่า 8 คน ส่วนจะเป็นใครบ้าง ขอให้รอการตรวจเทียบดีเอ็นเอก่อน

เบื้องต้นจากการจับกุมตัวผู้ต้องหาก่อนหน้านี้ได้ 7 ราย ได้ประกันตัวไปแล้ว 2 ราย ซึ่งก็เป็นดุลยพินิจของศาลที่จะพิจารณา ส่วนอีก 5 คนอยู่ในเรือนจำ ทั้งหมดมีทั้งจับได้และเข้ามอบตัว และจากข้อมูลพบว่าผู้ต้องหาบางส่วน เคยทำอาชีพเป็นบอดี้การ์ดของต่างชาติ และเดินทางขึ้นมาจาก จ.ภูเก็ต

เมื่อถามว่าจากไทม์ไลน์ เหตุใดนายรุทธ์ถึงออกจากที่พักในช่วงเช้า มีนกต่อในเรื่องนี้หรือไม่ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตอบว่า “นายรุทธ์ออกจากคอนโดในช่วงเวลานี้เป็นปกติ ถือเป็นกิจวัตรประจำวัน ทุกเช้าจะแวะซื้อกาแฟก่อนและจะไลน์หาพ่อแม่ รวมถึงบุคคลใกล้ชิดตลอด ส่วนช่วงที่จอดรถบริเวณบ่อตกกุ้ง ภายในซอยรัชดา 18 เป็นจุดที่กลุ่มทีมอุ้มจัดฉากให้เกิดอุบัติขึ้นมา โดยมีนายบุญญพัฒน์ หรือ “สันติ” เป็นผู้ขี่รถจักรยานยนต์ชนท้ายรถของนายรุทธ์

เมื่อถามว่ากลุ่มผู้ต้องหาที่จับมาให้การว่าอย่างไรบ้าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ระบุว่า ทั้งหมดให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนรายละเอียดขออนุญาตเก็บไว้ก่อน เพราะมันมีขั้นตอนที่จะต้องขยายผลไปสู่ผู้ร่วมขบวนการคนอื่นอีก แต่ยืนยันได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการเตรียมการมานานแล้ว ไม่ใช่ทำเพียงแค่วันสองวัน เพราะจากข้อมูลมีการเช่าบ้านที่ จ.สมุทรปราการ ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนที่กลุ่มทีมอุ้มจะซุ่มดูพฤติกรรมของนายรุทธ์มาโดยตลอดหลายวัน จนสบโอกาสที่จะก่อเหตุได้ในวันดังกล่าว ส่วนโทรศัพท์ของนายรุทธ์จนถึงขณะนี้ ยังไม่พบ

ส่วนใครจะเป็นผู้ร่วมก่อเหตุฆ่าบ้างนั้น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล บอกว่า ไม่ว่าใครจะเป็นคนฆ่า แต่มีการแบ่งหน้าที่กัน และผลสุดท้ายมีคนเสียชีวิต ก็ถือเป็นผู้กระทำผิด แต่รายละเอียดทั้งหมดว่าใครทำหน้าที่อะไรบ้าง ฝ่ายสืบสวนกำลังรวบรวมข้อมูล เบื้องต้นจุดที่พบคราบเลือดที่บ้าน จ.สมุทรปราการ ได้สันนิษฐานไว้ว่าน่าจะมีการลงมือฆ่าหรือซ้อมที่จุดนี้ แล้วเสียชีวิต ก่อนนำร่างไปเผาที่บ้านร้าง จ.ลพบุรี แต่ทั้งหมดก็ต้องรอผลชันสูตรอย่างเป็นทางการ รวมทั้งจากการที่ไปตรวจห้องของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ได้รายละเอียดพอสมควร

เบื้องต้นตำรวจได้ตั้งประเด็นเรื่องผลประโยชน์และชู้สาวไว้ โดยคาดว่าการเสียชีวิต น่าจะมาจากการโกรธแค้น หรือผู้จ้างน่าจะมีเรื่องไม่พอใจอะไรบางอย่าง ซึ่งการกระทำถือเป็นการกระทำที่อุกอาจและไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง

เมื่อถามว่าจะมีผู้บงการใหญ่กว่า “นายภูเมธ” หัวหน้าทีมอุ้มฆ่าหรือไม่ และผู้บงการใหญ่รู้จักคนมีชื่อเสียง จนไม่กล้าออกหมายจับหรือไม่ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ระบุว่า การดำเนินคดีเป็นไปตามพยานหลักฐาน เราไม่ได้คำนึงถึงว่าใครจะมีชื่อเสียงหรือรู้จักกับคนมีชื่อเสียง ถ้าพยานหลักฐานไปถึงใคร ยืนยันจะดำเนินคดีทุกคน เบื้องต้นเรามีพยานหลักฐานพอสมควรแล้ว และคนที่เป็นผู้บงการ ลักษณะเป็นบอสใหญ่ ซึ่งเรากำลังเฝ้าดูและติดตามอยู่ แม้ผู้ต้องหาจะไม่มีการซักทอดไปถึง แต่เรามั่นใจในพยานหลักฐานที่มี

ส่วนรายละเอียดว่าเป็นใคร ขอยังไม่เปิดเผย แต่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการนี้ และถือเป็นตัวการสำคัญ เพราะมีการจ่ายเงินสดให้ แต่จะจ่ายให้ช่วงก่อนหรือหลังเกิดเหตุ อยู่ระหว่างตรวจสอบ นอกจากนี้การกระทำผิดจะเชื่อมโยงไปถึงสาวรายหนึ่งด้วยหรือไม่ หากพยานหลักฐานเชิญไปถึงใคร ไม่มีละเว้น แม้ล่าสุดเจ้าตัวจะออกมายืนยันว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ก็เป็นเรื่องของเขา เราว่ากันไปตามพยานหลักฐาน แต่เรารับฟังทุกฝ่าย

ส่วน “นายภูเมธ” จากการตรวจสอบไม่ได้พบว่าเป็นทหารหรือรับราชการมาก่อน เป็นเพียง รด. จิตอาสา

ส่วนที่มีกระแสข่าวร่างที่พบและมีการนำมาผ่าพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ มีร่องรอยการยุบของกะโหลกหรือศีรษะ ส่วนล่างไม่เกรียมไปแล้วกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ พอจะอนุมานได้ว่าผู้เสียชีวิตเกิดจากการถูกทำร้ายที่บริเวณศีรษะ ซึ่งเป็นจุดสำคัญ อาจส่งผลให้เสียชีวิต ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่า เจตนาในการอุ้มครั้งนี้ ต้องการเอาชีวิต ไม่ได้เป็นการเรียกค่าไถ่ แต่ขณะนี้ผลทางการผ่าพิสูจน์ของนิติเวชและตรวจดีเอ็นเอยังไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นนายรุทธ์ จึงต้องรอความชัดเจนในวันพรุ่งนี้