ไฟสงครามถูกจุดขึ้นเพียงไม่กี่วัน บริษัทน้ำมันที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนเสมอมา โชว์สันดานเอาแต่ได้ ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซลทันที 4.20 บาท และ 1.80 บาท กลุ่มแก๊สโซฮอล์ 1 บาท และ .90 บาท สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนทั่วประเทศ แห่กันนำรถต่อแถวเติมน้ำมัน บางคนเกรงว่าน้ำมันขาดแคลน นำแกลลอนและถังสำรองน้ำมันไปเติมด้วย

ขณะที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้แต่นั่งตาปริบ ๆ ไม่มีอำนาจอะไรที่จะสั่งการให้ลดราคาน้ำมันลงทันที แต่คาดว่าที่บริษัทน้ำมันคงทนแรงกดดันจากสังคมไม่ไหว จึงกลับลำลดราคาน้ำมันดีเซลมาอยู่ที่ราคาเดิม แต่กลุ่มแก๊สโซฮอล์ลดลงมาน้อยกว่าที่ขึ้นไป
ยิ่งได้อ่านความเห็นจากสื่อต่าง ๆ ที่นำเสนอข่าวจากกระทรวงพลังงาน แทนที่จะมีรัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวงพลังงาน หรืออธิบดีที่เกี่ยวข้องออกมาสัมภาษณ์ถึงการขึ้นราคาแบบฟ้าแลบ กลับนำเสนอลักษณะรายงานข่าว แจ้งว่าที่สถานีบริการน้ำมันเชลล์ ประกาศปรับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นถึง 4 บาทกว่า/ลิตร ถือเป็นเรื่องเกินกว่าเหตุ แม้ไทยจะเป็นตลาดการค้าเสรี
รายงานข่าวระบุอีกว่า การปรับราคาหน้าปั๊มครั้งนี้เข้าใจว่าเป็นน้ำมันในสต๊อกเดิมมีอยู่แล้ว ควรบริหารจัดการน้ำมันในสต๊อกเก่าขายราคาเดิมไปก่อนสัก 2-3 วัน เชื่อว่ายังอยู่ได้ แต่จู่ ๆ มาปรับขึ้นราคา มองว่าไม่สมเหตุสมผล ตอบประชาชนไม่ได้ และเป็นสิ่งไม่ควรทำ
เหตุที่ตัดประเด็นนี้จากข่าวมานำเสนอ เพราะอดสงสัยไม่ได้ว่า ขณะที่ประชาชนเดือดร้อนและถูกบริษัทน้ำมันเอาเปรียบ ทำไมรัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวงพลังงาน หรืออธิบดีที่เกี่ยวข้องไม่ออกมาตำหนิการกระทำของบริษัทน้ำมันแบบเปิดหน้า แต่กลับปล่อยข่าวให้สื่อมวลชนนำเสนอแบบรายงานข่าว หรือเกรงว่าถ้าเปิดหน้าตำหนิจะสร้างความไม่พอใจกับบริษัทน้ำมัน แล้วจะถูกสวนกลับในทำนองกินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทน้ำมันมีอิสระในการกำหนดราคาแบบที่ไม่ใยดีต่ออำนาจรัฐที่ควรยึดถือปฏิบัติหรืออย่างไร ทั้งที่ความเป็นจริงนั้นรัฐบาลมีนโยบายใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันได้ประมาณ 1 เดือน บนสมมติฐานราคาน้ำมันตลาดโลกอยู่ที่ 110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และสถานะกองทุนฯ ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นบวก 2,459 ล้านบาท มีกระแสเงินสด 2.7 หมื่นล้านบาท เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน และหากราคาน้ำมันตลาดโลกขยับเป็น 130 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล กองทุนฯ อาจทยอยลดเงินอุดหนุนและทยอยปรับราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศขึ้นครั้งละ 50 สตางค์ ไม่เกิน 1 บาท/ลิตร
จากบริบทที่นำเสนอพอสะท้อนภาพอย่างชัดเจนว่า บริษัทน้ำมันไม่ว่าจะเป็นของไทยหรือต่างชาติ ภาครัฐแทบจะไร้น้ำยาที่จะเข้าสั่งการ เว้นแต่จะร้องขอหรือกดดันในรูปอื่นถึงจะได้รับความร่วมมือ ตัวอย่างการขึ้นราคาน้ำมันแบบไม่บอกกล่าว รัฐบาลหรือรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานไม่มีอำนาจที่จะสั่งลงโทษได้เลย
ดังนั้นที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานบอกว่าให้ตรึงราคาไปอย่างน้อย 15 วัน อดสงสัยไม่ได้ว่าถ้าสงครามบานปลายหนักภายใน 2-3 วันนี้ ถึงขั้นการขนส่งหยุดชะงัก จะมีหลักประกันอะไรว่า บริษัทน้ำมันจะไม่ขึ้นราคา
อีกประเด็นที่ยังมองไม่เห็นว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอะไรที่เด็ดขาด เพื่อตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้ขยับตัวสูงขึ้น นอกจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ทุกหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทยบริหารจัดการราคาสินค้าและบริการ โดยป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาและกักตุน รวมทั้งกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคาพลังงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
ขณะที่นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าเร่งประสานไปยังผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหลายราย ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบด้านต้นทุน และเพื่อป้องกันการฉวยโอกาส ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ส่วนกลางประสานไปยังสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและบริการ เฝ้าติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการอ้างสถานการณ์ต่างประเทศเพื่อปรับราคาโดยไม่มีเหตุอันควร และเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการยึดกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าไม่มีเหตุอันสมควร จะมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้ามองถึงมาตรการของทั้งสองกระทรวง แค่รูทีนที่ประกาศออกมาในลักษณะเขียนเสือให้วัวกลัวเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วต้องประกาศมาตรการแบบเฉียบขาด มีบทลงโทษอย่างชัดเจน หากบริษัทน้ำมันหรือกลุ่มทุนผูกขาดสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งสองกระทรวงต้องโชว์บทบาทสั่งการให้ดำเนินการตามกฎหมายแบบเฉียบขาดถึงขั้นติดคุก เพราะสงครามมีแนวโน้มบานปลาย เพราะผู้นำก่อไฟสงครามยังการันตีไม่ได้ว่าจะลากยาวกันกี่เดือน
แต่ถ้านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งสองกระทรวงโชว์บทแค่สร้างภาพ เชื่อว่าเอาไม่อยู่ ถ้าสงครามไม่ยุติภายในสัปดาห์นี้ คนไทยทั้งประเทศต้องเจอกับน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพงลิบอย่างแน่นอน
ซึ่งประชาชนคนธรรมดาอย่างพวกเราคงทำได้แค่วิงวอนบริษัทน้ำมันและกลุ่มทุนผูกขาดสินค้าอุปโภคบริโภคว่า หยุดทำนาบนหลังคนชั่วคราว สงครามยุติเมื่อใดค่อยขูดรีดใหม่ !!!


