‘รมว.คมนาคม’เผย นายกฯ กำชับตรึงราคาค่าขนส่งรถสาธารณะ-ขนส่งทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ ลั่นใครฉวยโอกาสขึ้นราคาดำเนินคดีตามกฎหมาย
ชี้ สถานการณ์ขณะนี้มีเงินสำรองกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซัพพอร์ตตรึงราคาน้ำมันไม่ให้ขึ้นสูงกระทบประชาชน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ก่อนร่วมการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครั้งที่ 2/2569 โดยผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการอะไรบ้าง ว่า นายกฯ กำชับให้ดูแลในเรื่องของค่าขนส่ง โดยสารสาธารณะทั้งรถแท็กซี่ และการให้บริการรถสาธารณะในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ซึ่งจะมีการประชุมในส่วนของกระทรวงคมนาคมในวันที่ 5 มี.ค.นี้ ในการควบคุมราคาค่าขนส่งรถโดยสารสาธารณะทั้งหมด และการบริการสาธารณะทุกแพลตฟอร์มออนไลน์จะประกาศออกมาหลังการประชุมในวันที่ 5 มี.ค. หากมีการช่วยโอกาสขึ้นราคาหลังมีการประกาศออกไป จะถูกดำเนินคดี
เมื่อถามต่อว่าเบื้องต้นมีการกำชับเรื่องค่าขนส่งอย่างไรบ้าง เนื่องจากกระทบโดยตรงกับราคาสินค้า นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นายกฯ บอกว่าให้ตรึงราคาระยะเวลานานเท่าไหร่ เราก็จะสามารถตรึงราคาคาาขนส่งได้นานเท่านั้น โดยเรามีเงินของกองทุน น้ำมันเชื้อเพลิงรองรับอยู่แล้ว และที่ผ่านมาก็จะเห็นว่าเงินในกองทุนจะมีขึ้นและมีลง และเคยติดลบสูงสุดถึง 1 แสนล้านบาท แต่ขณะนี้ทิศทางเป็นบวก และในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น เราสามารถใช้เงินกองทุนส่วนนี้เข้ามาชดเชย เพื่อเป็นตัวกำหนดไม่ให้ราคาวิ่งขึ้นสูง ไปจนเท่ากับราคาน้ำมันดิบในตลาด
เมื่อถามต่อว่าหลังจากครบ 15 วันที่ตรึงราคาน้ำมันแล้วนายกฯจะให้แนวทางอย่างไรต่อ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ต้องอยู่ที่นโยบายของนายกฯ ว่าหลังจากครบ 15 วันไปแล้ว สถานการณ์จะเป็นอย่างไร ถ้าสถานการณ์ยังคงเดินหน้าต่อ เราก็ยังสามารถตรึงราคาต่อได้ โดยใช้เงินกองทุนดังกล่าวเป็นตัวซัพพอร์ตประชาชนไม่ต้องกังวล
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า การประชุมในช่วงเย็นวันเดียวกันนี้ จะนำหลักการตรงนี้ มาแจ้งในที่ประชุมว่า เรามีเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะคอยซัพพอร์ต โดยในที่ประชุมเราจะชี้แจงว่าหากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลง เราก็เก็บในส่วนของเงินกองทุนไว้ หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น เราก็นำเงินในกองทุนฯ สำรอง ไม่ให้ราคาของเชื้อเพลิงลอยตัวขึ้นเร็วเกินไป
เมื่อถามย้ำว่าจะทำความเข้าใจกับภาคเอกชนในส่วนของปั้มน้ำมันได้ใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่าภาคเอกชนไม่ได้เดือดร้อน เพราะกองทุนเข้าไปซัพพอร์ตให้แล้ว ดังนั้นเอกชนจะไม่เดือดร้อนตรงไหนเลย และผู้ค้ายังสามารถซื้อได้ตามราคาปกติ ซึ่งจะครอบคลุมไปถึงการตรึงราคาค่าขนส่งด้วย เพราะขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ฉะนั้นไม่มีเหตุผลใดที่จะขึ้นราคาค่าขนส่ง

