ทนาย “เบน สมิธ” ชี้คดีหุ้นลาว ไม่ใช่สแกมเมอร์ เมินกลับไทยสู้คดีเหตุไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม

115

ทนายความของ “เบน สมิธ” เผยลูกความไม่พร้อมกลับไทยมาสู้คดี เหตุไม่มั้นใจในระบบกระบวนการยุติธรรมตั้งข้อสังตำรวจทำคดีเร็วผิดปกติ พร้อมระบุข้อกล่าวหาที่ตํารวจ CIB ตั้งเป็นเพียงคดีพิพาทซื้อขายหุ้นกับบริษัทในลาวไม่ใช่คดีสแกมหรือฟอกเงินตามที่ถูกกล่าวหา เชื่อพยายามทำเชื่อมโยงการเมือง

นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของ นายเบน สมิธ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงเกี่ยวกับกรณีตํารวจออกหมายจับ “เบน สมิธ” โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาที่ตํารวจ CIB ตั้งในการออกหมายจับคุณ เบน สมิธ แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าสิ่งที่นักการเมืองหรือใครหลายๆคนออกมาพูดว่าคุณเบน สมิธ เป็นนักฟอกเงินหรือสแกมเมอร์นั้นเป็นเรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้นหวังใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายธรรมนัส พรหมเผ่า ข้อกล่าวหาที่ตํารวจตั้งมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการพิพาทระหว่างคุณเบน สมิธ กับบริษัทในประเทศลาว จึงยืนยันได้ว่าสิ่งที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เคยให้สัมภาษณ์ในรายการดังว่าคุณเบน สมิธ เป็นเพียงนักธุรกิจหรือโบรกเกอร์ไม่ใช่สแกมเมอร์

ลักษณะของข้อกล่าวหาชัดเจนว่าแตกต่างจากสิ่งที่ นายรังสิมันต์ โรม ได้เคยอภิปรายไว้ในสภาวันแถลงนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ที่กล่าวหาว่าคุณเบน สมิธ เป็นเจ้าพ่อสแกมเมอร์ซึ่งความเป็นจริงเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่ตํารวจออกหมายจับ กลายเป็นว่าข้อเท็จจริงคดีของคุณเบน สมิธ ไม่ใช่เรื่องสแกมเมอร์ ฉ้อโกงคนไทยหรือทําอะไรที่ผิดกฎหมายตามที่พยายามเต้าข่าวกันมาในระยะเวลาหลายๆเดือนที่ผ่านมา

ภายหลังตํารวจออกหมายจับ นายรังสิมันต์ โรม ได้โพสต์เฟซบุ๊กพูดถึงคดีที่มีการออกหมายจับพร้อมชื่นชมตํารวจ CIB และเรียกร้องให้ออกหมายแดง ในฐานะทนายความของคุณเบน สมิธ จึงอยากฝากถึง นายรังสิมันต์ โรม ว่า เรื่องที่ออกหมายจับเมื่อวานเป็นเพียงคดีทางเพ่ง เรื่องที่อาจจะผิดสัญญาในการซื่อขายหุ้นของบริษัท ซึ่งในการพยายามเชียร์ให้มีการออกหมายแดงทําให้อดคิดไม่ได้ว่าเป็นการปั่นหรือประโคมข่าวเพื่อออกหมายแดงและนําเข้าสู่เกมการเมืองหรือไม่ เพราะมองว่าการโพสต์ของนายรังสิมันต์ โรม เหมือนต้องการเบี่ยงเบนประเด็นที่ถูกคุณเบน สมิธ ฟ้องฐานหมิ่นประมาทอยู่

ในฐานะทนายความของคุณเบน สมิธ อดคิดไม่ได้ว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่ ในคดีเมื่อวานเป็นการแจ้งความว่ามีความเสียหายอยู่ที่ 991 ล้านบาท แต่มีการยึดทรัพย์สินของคุณเบน สมิธ กว่าหมื่นล้านบาท ถ้าอยากให้ผิดจริงคุณต้องยึด 991 ล้านบาทไปและคืนหมื่นกว่าล้านบาทมาทุกอย่างจบ “สัดส่วนของการยึดทรัพย์ในคดีที่เกิดขึ้นไม่ได้สัดส่วนกันเลยยึดไปกว่าหมื่นล้าน แต่คดีมูลฐานที่นําส่ง ปปง. 991 ล้านบาท และเป็นเรื่องข้อพิพาททางเพ่งส่วนใหญ่ด้วยซํ้า“

ทนายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่ากังวลของคดีนี้คือมีความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงจากเรื่องซื้อหุ้นปกติให้กลายเป็นคดีอาญาซึ่งรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ทั้งหมดเพราะต้องนําไปใช้ต่อสู้ทางคดี แต่คดีของบริษัทลาวที่แจ้งกับทาง CIB มีข้อพิรุธหลักๆ 3 ประการ 1.ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้แจ้งความว่าเป็นบริษัทอะไร 2.ในเนื้อคดีมีการแจ้งความตั้งแต่ปี 67 ปรากฏว่าล่วงแรกหนังสือมอบอํานาจจากประเทศลาวไม่มีการรับรองรายมือชื่อจนเวลาผ่านมาถึง 9 ก.พ. มีตํารวจท่านหนึ่งใน CIB ติดต่อไปทางผู้เสียหายในลาวหรือบริษัทในลาวบอกให้ไปแจ้งความใหม่และทําหนังสือมอบอํานาจอีกรอบหนึ่งและมาแจ้งความเมื่อ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา และวันที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมามีการตัดหมายเลขคดีอาญาและวันที่ 26 ก.พ. มีการออกหมายจับ น่าแปลกใจที่ระยะเวลาคดีรวดเร็วมากน่าต้องใจพอสมควร จึงอยากให้ทําคดีรวดเร็วกับทุกๆคดีให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ข้อพิรุธสุดท้ายคือมีการพูดว่าถูกโกงเมื่อปี 65 และมาแจ้งความปี 67 ซึ่งเป็นคดีฉ้อโกงปกติในคดีอาญาส่วนตัว ระยะเวลาในการร้องทุกข์เพียง 3 เดือนนับแต่วันที่ทราบ ซึ่งอายุความร้องทุกข์ขาดมาปีกว่าแต่ CIB กลับรับแจ้งความเป็นสิ่งที่น่าตกใจมากซึ่ง CIB อาจบอกว่าเป็นคดีฉ้อโกงเป็นปกติธุระ แต่อยากฝากถึงสังคมว่าคดีฉ้อโกงเป็นปกติธุระ คนแรกที่โดนคือ “ทนายตั้ม” และศาลเพ่งมีคําสั่งคืนทรัพย์สินให้ทนายตั้มแล้ว ซึ่งคุณเบน สมิธ เป็นคนที่ 2 ที่โดน จึงมองว่าเรื่องนี้มีความผิดปกติและมีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่

ส่วนกรณีที่หลายคนสงสัยว่าเหตุใดคุณเบน สมิธ ไม่เคยไปชี้แจง ทนายวิฑูรย์ โชว์เอกสารยืนยันว่า คุณเบน สมิธ ได้มีการชี้ต่อตํารวจ CIB เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 67 มีการลงรับเรียบร้อยแต่ก็มีกานออกหมายจับทีหลังและที่น่าสนใจคือยึดทรัพย์ไปก่อนและคดีอาญาตามมาทีหลังซึ่งไม่มีใครเขาทํากันเพราะปกติต้องคดีอาญามาก่อนและคดีฟอกเงินตามมา

ทนายวิฑูรย์ บอกอีกว่า ตอนนี้เบนสมิธยังไม่มีการแจ้งเรื่องการจะกลับมาสู้คดี เพราะยอมรับว่าในประเทศไทยเรื่องการประกันตัวเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะคดีที่อยู่ในความสนใจ ส่วนตัวมองว่า ถ้าเบนสมิธกลับมาต่อสู้คดีก็ควรจะให้สิทธิประกันตัวที่เป็นไปตามมาตราฐานสากล ไม่เช่นนั้นคงต้องชั่งน้ำหนักว่าการกลับของคุณเบนสมิธจะคุ้มที่จะเสี่ยงหรือไม่ อีกทั้งคดีนี้มีแรงจูงใจทางการเมืองสูงมากและเมื่อเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงรวมถึงเป็นบุคคลที่สังคมจับตามอง ส่วนมากศาลจะไม่อนุญาติให้ประกันตัว

ส่วนหลักฐานในการต่อสู้คดี ทนายความบอกว่า ที่ผ่านมาเอกสารหลักฐานที่ยื่นให้ตำรวจสอบสวนกลางค่อนข้างชัดและครบถ้วน หลังจากนี้จะยื่นอะไรเพิ่มหรือไม่จะต้องหารืออีกครั้ง

เมื่อถามว่า เบนสมิธเคยคิดหรือไม่ว่าจะถูกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทนายวิฑูรย์ตอบว่า นักธุรกิจใหญ่ในประเทศไทยก็รู้จักนักการเมืองทั้งนั้น วันนึงบุคคลเหล่านั้นอาจจะถูกโยงเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในคดี ที่เป็นเครื่องมือทางการเมืองก็เป็นได้​ ส่วนตอนนี้เบนสมิธอยู่ที่ประเทศใด ทนายวิฑูรย์ระบุว่า ขอไม่บอก