“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส” ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการแต่งตั้ง “ผู้กองธรรมนัส” ชี้อาจขาดคุณสมบัติ-ผิดจริยธรรมร้ายแรง ซัดการเมืองกลิ่นคาวฉาวโฉ่ ไม่หวั่นกระทบใคร ย้ำทำเพื่อประเทศ ไม่หนุนใครทั้งสิ้น

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี กรณีแต่งตั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลที่ผ่านมา โดยขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายขาดความซื่อสัตย์สุจริตและมีพฤติกรรมผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) ซึ่งอาจทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 170 (4) แม้รัฐบาลจะยุบสภาแล้วแต่ยังคงอยู่ในสถานะรักษาการ
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวถึงเหตุผลที่เพิ่งมายื่นร้องเรียนในช่วงจัดตั้งรัฐบาลใหม่ว่า ที่ผ่านมาตนรู้จักกับนายอนุทินเป็นการส่วนตัว ตั้งแต่สมัยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกัน จึงไม่ได้ดำเนินการร้องเรียน แต่ภายหลังเห็นสถานการณ์ทางการเมืองมีแนวโน้มขยายอำนาจมากขึ้น และมองว่า อนุทินจะกินรวบหรือคุมทั้งประเทศ จึงตัดสินใจยื่นเรื่องตรวจสอบ พร้อมยกตัวอย่างพฤติกรรมการเมืองในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการซื้อเสียงในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ซึ่งมีการดำเนินคดีหัวคะแนนในขณะนั้น
นอกจากนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยระบุว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียงในหลายพรรคการเมืองใหญ่ รวมถึงการใช้อำนาจรักษาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด และนายอำเภอ ซึ่งอาจมีผลต่อการควบคุมกระบวนการเลือกตั้ง พร้อมตั้งคำถามถึงบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่ามีความเป็นอิสระเพียงใด
เมื่อถูกถามว่าการร้องเรียนครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อร้อยเอกธรรมนัสหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ หากมีผลกระทบก็ต้องยอมรับ พร้อมยืนยันว่าไม่เคยสนับสนุนร้อยเอกธรรมนัส เพียงแต่เคยกล่าวว่าเป็นบุคคลที่ทำงานร่วมกันได้ง่ายกว่าเท่านั้น
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการรับรองแล้ว รวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่จำเป็นต้องยึดหลักว่าพรรคที่ได้เสียงมากที่สุดต้องเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล พร้อมเสนอแนวคิดให้พรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการทุจริตรวมตัวกัน และมองว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีความเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้ตนเองจะมีเสียงสนับสนุนเพียงเล็กน้อย
นอกจากนี้พรรคภูมิใจไทยยังนำพรรคตนไปรวม ไม่ได้บอกกล่าวตน ทั้งที่ตนไม่ได้ยินดีด้วย แต่ที่เอาไปก็เป็นเพราะแผนจะไม่เอาธรรมนัส เพื่อรวมให้ได้ 300 เสียง “แล้วจะเอาผมไปได้ยังไง ผมจะปราบโกง ผมรู้ว่าคุณโกง ผมจะไปอยู่ร่วมได้ยังไง ผมไม่เหมือนรังษี พรรครังษีจะปราบโกง จะออกกฏหมายแก้โกงประหารชีวิต ยังไม่ทันไรเลย ไปมอบตัวกับเขาแล้ว“
ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าร้อยเอกธรรมนัสสามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ได้ชี้ว่าร้อยเอกธรรมนัสไม่มีความผิด เพียงแต่คดีเกิดขึ้นในต่างประเทศ โดยเป็นคำพิพากษาของศาลออสเตรเลีย ไม่ใช่ศาลไทย จึงเห็นว่ายังเป็นประเด็นด้านคุณธรรมและจริยธรรมที่นายอนุทินต้องรับผิดชอบต่อการแต่งตั้งดังกล่าว
ส่วนมองว่าเป็นการฟ้องแก้เกี้ยวหรือไม่เพราะมาร้องล่าช้า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ บอกว่า ร้องเมื่อไรก็ได้ ตอนนี้ยังรักษาการอยู่ ผู้รักษาการมีอำนาจหน้าที่ ตนเองเคยเป็นราชการตนเองรู้ดี และนายอนุทิน ก็ยังอยู่ในตำแหน่ง ไปเจรจากับต่างประเทศก็ไปในฐานะนายก
เมื่อถามว่าที่มาร้องช่วงที่มีการตั้งรัฐบาลเพราไม่อยากเห็น ทั้งสองคนอยู่ในรัฐบาลใช่หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า “ไม่ได้ไม่อยากเห็นแต่ ไม่อยากให้คนชั่วมาปกครอง” และ ส่วนตัวอยากเห็นรัฐบาลเหมือนที่ในหลวงร.9ตรัสไว้ ‘อยากได้คนดีมาปกครอง’
ส่วนกรณี กกต.แจ้งความประชาชนและสื่อมวลชน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มองว่า กกต.ใช้ไม่ได้ อยู่ดีๆ 17วัน รีบประกาศทำไมเขาให้เวลาตั้ง60วันควรจัดการให้ชัดๆ ให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม ดังนั้นตนเองก็มีสิทธิคิดว่า การกระทำของกกต.เอื้อ นายอนุทินให้จัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ ดังนั้นการเลือกตั้งก็ควรจะสุจริตและเที่ยงธรรม แต่นี่การเลือกตั้งกลิ่นคาวฉาวโฉ่ ทุกบัตร ซึ่งการที่ประชาชนบอกให้นับใหม่มันผิดตรงไหนเพื่อให้มันชัวร์ สื่อมวลชนก็ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ตัวเองแต่ทำเพื่อพี่น้องประชาชน ดังนั้นการไปฟ้องแบบนี้กระทำไปเพื่ออะไร
ส่วนกรณี ที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่า กรณีที่นายอนุทิน ถูกร้องเรื่องการแต่งตั้ง ร้อยเอกธรรมนัส นั้น เมื่อพ้นตำแหน่งไปแล้วก็ไม่มีปัญหานั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มองว่า “ฟังไม่ได้ พยานไม่เป็นกลาง เอียงไปหมด ลองให้ไปดูว่าเดินตรงหรือไม่ และนายบวรศักดิ์ เป็นรองนายก ก็คงจะต้องตอบแทนหน่อย”
ทั้งนี้ หากมีการรับรองสส.บัญชีรายชื่อมาเมื่อไรแล้วยังไม่เคลียร์ ตนเองก็จะดำเนินคดีกับ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ส่วน เขต33 บางกอกน้อย ที่พรรคประชาชนเปลี่ยนตัวส่ง นายเท่าพิภพ ลงชิ้งแทนผู้สมัครเดิมที่ถูกตำรวจจับนั้น ตนเองขอตั้วคำถามว่า เปลี่ยนได้หรือไม่ หรือพรรคประชาชนฮั๊วกับกกต. หรือไม่ จ่ายเงินใต้โต๊ะให้กตต.หรือไม่ เพราะตนเองดูแล้วยังไงก็เปลี่ยนตัวไม่ได้ และตอนนี้มีการรับรอง สส.กทม.เขต33 มาแล้ว ตนเองก็จะเตรียมยื่นฟ้องต่อ กกต.เรื่องนี้ด้วย

