เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย พร้อมด้วยนางสาวนันทนา นันทวโรภาส นางสาวมณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงถึงการยื่นเสนอญัตติขอประธานวุฒิสภาพิจาณาชะลอการให้ความเห็นชอบผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกไปก่อน ภายหลังวุฒิสภาเตรียมเปิดประชุมสมัยวิสามัญวันที่ 26 ก.พ. นี้ โดยมีวาระเรื่องด่วน คือการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการการเลือกตั้ง 2 คน ประกอบด้วย นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และนายมณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง แทนกรรมการการเลือกตั้งที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ
นายเทวฤทธิ์ กล่าวถึงเหตุผลที่เสนอให้ชะลอการให้ความเห็นชอบ กกต.ออกไปก่อน ว่า กกต. เป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวน ไต่สวน หรือพิจารณาคดีที่ สว. จำนวนมากตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. ดังนั้น เพื่อเป็นหลักประกันในกระบวนการสืบสวน ไต่สวน หรือพิจารณาคดีของ กกต. ที่มี สว.ตกเป็นผู้ถูกร้องจำนวนมากจะดำเนินไปโดยอิสระ เป็นกลาง ปราศจากการแทรกแซง ผู้ทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยคดีจึงไม่ควรมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคู่ความในคดี โดยเฉพาะการให้ความเห็นชอบผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าวเพิ่มเติมในขณะนี้ อันจะทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความยุติธรรมหรือความเป็นกลางต่อการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ทั้งต่อ สว. และ กกต.ได้ อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตกับ กกต. หากมีการให้ความเห็นชอบ กกต.เพิ่มเติมอีก 2 คน จะกลายเป็นมี กกต. รวม 7 คน ที่ได้รับความเห็นชอบจาก สว.ชุดนี้ จึงหวังว่าประธานวุฒิสภาจะรับฟังมากขึ้น หลังจากที่เคยยื่นญัตติลักษณะดังกล่าวนี้ในสมัยประชุมที่ผ่านมา แต่ไม่ได้รับการตอบรับ
“ย้ำว่าการชะลอการให้ความเห็นชอบ กกต. ไม่ได้เป็นการตัดอำนาจ สว.แต่เพื่อให้คดีของ สว.มีความชัดเจนมากขึ้นหรือจนกว่าคดีที่เกี่ยวพันจะเป็นที่ยุติหรือถึงที่สุด ทั้งนี้ ตนเคยเสนอญัตติทำนองเดียวกันมาแล้วถึง 4 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเป็นห้วงเวลาที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ครั้งนั้นไม่ถูกบรรจุในการประชุม ด้วยประธานวุฒิสภามีคำวินิจฉัยว่าไม่ใช่เรื่องที่วุฒิสภาจะสามารถดำเนินการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวได้ ครั้งนี้จึงหวังว่า ประธานวุฒิสภาจะรับฟังมากขึ้น และญัตติดังกล่าวจะได้รับการบรรจุเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภาในสมัยวิสามัญนี้”
ด้านนางสาวนันทนา กล่าวเพิ่มเติมว่า การยื่นญัตติของ สว.เสียงข้างน้อยในปี 68 ที่ผ่านมา เนื่องจากมองเห็นว่า กระบวนการให้ความเห็นชอบของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ โดยผู้ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาซึ่งเป็น สว.ถึง 138 คน น่าจะมิชอบ และเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ สว.เสียงข้างน้อยจึงเริ่มกระบวนการในการยื่นญัตติให้มีกาอภิปราย เพื่อเรียกร้องจิตสำนึกของ สว.ชุดนี้ หยุดการทำหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระต่างๆ เพราะการให้ความเห็นชอบ กกต.ชัดเจนว่าเป็นการเลือกคนเข้าไปทำคดีของตนเอง แต่ความพยายามของ สว.เสียงข้างน้อยไม่เคยได้รับการตอบสนอง และ สว.เสียงข้างมากยังคงเดินหน้าให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระต่อ สะท้อนชัดถึงปัญหาว่าเกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ สว.มีที่มาจากการเลือกกันเอง จนเกิดกรณีการฮั้ว ไม่ยึดโยงประชาชน และมองว่าที่มาของ สว.ควรมาจากการเลือกของ สส.ซึ่งเป็นผู้แทนประชาชน จึงกลายเป็นเรื่องที่ทำให้สังคมเกิดข้อกังขาทั้งกระบวนการตัดสินคดีความทางการเมืองต่าง ๆ ในการทำหน้าที่ของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ศาลรัฐธรรมนูญ และ กกต. โดยเฉพาะ กกต. ที่ถูกตั้งคำถามถึงการจัดเลือกตั้งที่ผ่านมา หาก สว.ยังเดินหน้าเห็นชอบ กกต.เพิ่มเติมอีก 2 คน จาก กกต. 5 คนจะกลายเป็น 7 คน ที่มาจากความเห็นชอบของ สว.ชุดปัจจุบัน ซึ่งเป็นเสียงข้างมากของ กกต. นอกจากนี้ ยังทวงถามความคืบหน้าคดีฮั้ว สว. ที่ขณะนี้ผ่านมาแล้ว 7 เดือนแต่คดียังไม่มีความคืบหน้า

