เหยื่อ “ลุงสัปเหร่อ” ลวนลาม โผล่ให้ปากคำตำรวจเพิ่มอีก 6 ราย ด้าน “รองเต่า” เชื่อมีหน้าม้า เตรียมขยายผลตรวจสอบทุกประเด็น

105

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 ก.พ. ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กลุ่มหญิงสาวจำนวน 6 คน เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เพื่อเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน บก.ป. ตามนัดหมาย ในคดีถูก “ลุงสนม” สัปเหร่อชื่อดังในพื้นที่ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ลวนลามและอนาจาร โดยนำหลักฐานเป็น “ภาพถ่ายบาดแผลที่อวัยวะเพศ” ที่เกิดจากการถูกสัปเหร่อใช้มีดโกนขนลับแล้วเหยื่อขัดขืนจนถูกบาด มามอบให้เจ้าหน้าที่ตํารวจเพื่อประกอบการพิจารณา

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า วันนี้ได้เชิญผู้เสียหายมาสอบปากคำเพิ่มเติม เพราะเป็นเรื่องที่เป็นภัยต่อสังคม ขณะนี้เริ่มมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง สอบพยานไปแล้ว 2-3 ปาก และยังมีผู้ที่ไม่กล้าออกมาจึงได้ติดต่อประสานไปเพื่อให้มาเข้าให้ข้อมูล เพราะเป็นคดีที่น่าสนใจและเข้าตามหลักเกณฑ์ และนอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมหลอกล่อเพื่อให้เกิดการบริจาคก็เข้าข่ายการฉ้อโกง เมื่อเหตุเกิดขึ้นหลายๆราย ก็จะกลายเป็นข้อหาฉ้อโกงประชาชน จึงอยากทำให้เป็นอุทาหรณ์กับอีกหลายสำนักที่มีพฤติกรรมดังกล่าว

ขณะเดียวกันกรณีดังกล่าวนี้ มองว่าอาจจะมีหน้าม้าหรือมีคนใกล้ชิดเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ก็ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป ส่วนกรณีซากศพของเด็กที่ถูกฝังในพื้นที่ของสัปเหร่อจำนวนกว่าหลายร้อยรายนั้น เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและซับซ้อน หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นศพที่มีชีวิตมาก่อน ก็จะต้องมีการสืบสวนสอบสวนต่อไป และคิดว่าน่าจะมีการขุดขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ DNA

เชื่อว่ามีผู้เสียหายมาทำพิธีเป็นจำนวนมากเพราะเปิดมากว่า 10 ปีแล้ว หลายคนอาจไม่กล้ามาแสดงตัวอยากจะวอนผ่านสื่อมวลชนว่าใครก็ตามที่ตกเป็นผู้เสียหายและถูกรังแกถูกกระทำและไม่ได้รับความเป็นธรรมขอให้ออกมาเพื่อให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายต่อไป

ส่วนกรณีที่นักข่าวช่องหนึ่งได้เข้าไปล่อซื้อโดยการให้นายสนมสัปเหร่อรายนี้ทำพิธีกรรม และได้มีการแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสภ. ท้องที่วิเศษชัยชาญ แล้วนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า เมื่อตำรวจกองปราบได้ตั้งคดีและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วก็จะต้องเรียกน้องนักข่าวบุคคลดังกล่าวมาให้ปากคำเหมือนกับผู้เสียหายรายอื่นด้วย

ขณะที่ นางวาสนา (สงวนนามสกุล) อายุ 51 ปี ผู้เสียหายที่เดินทางมาจาก จ.เชียงราย เปิดเผยว่า น้องสาวตั้งครรภ์ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนตาย ได้เคยไปร่วมพิธีนำศพไปผ่าท้องเด็กออก และวันนี้ได้นำหลักฐานเอกสารคลิปวีดีโอและคลิปเสียง มามอบให้กับพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี ตนได้เจอกับตัวเองเมื่อ 5 เดือนที่แล้ว ถูกลวนลามด้วยการกอดและหอมที่ต้นคอ ในวันที่ตนเข้าไปทำพิธีกับสัปเหร่อรายนี้ เมื่อไปถึงกลับถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายกว่า 5,000 บาท และยังได้เห็นพฤติกรรมหลายอย่างที่ไม่ชอบมาพากล และยังถูกสั่งห้ามไม่ให้นำศพเด็กกลับไปทำพิธีทางศาสนา แต่ให้ฝังไว้ในพื้นที่บ้านของสัปเหร่อ ให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการปิดสำนักหรือหยุดพฤติกรรมของสัปเหร่อรายนี้

ขณะที่ผู้เสียหายอีกรายได้เล่าถึงความกังวลใจ ที่ปัจจุบันสัปเหร่อรายนี้ยังไม่ถูกดำเนินคดี และเขื่อว่า พฤติกรรมที่ทำำผิดตามกฎหมายแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องก่อตั้งมูลนิธิที่ผิดกฎหมาย หรือเรื่องผ่าศพ แยกแม่และเด็กออก หลายคนอาจมองว่าเราวิ่งไปหาเขาเอง แต่เจตนาของเราคือไม่ได้เข้าไปอาบน้ำแล้วถูกลวนลาม เราแค่อยากเข้าร่วมพิธีอาบน้ำมนต์ แต่การที่สัปเหร่อรายนี้กระทำอนาจารถือว่าเป็นเรื่องที่กระทำผิด อยากให้ได้รับโทษขั้นสูงสุด วันนี้จึงพาเหยื่อผู้เสียหายรายอื่นมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

ผู้เสียหายอีกราย เล่าถึงจุดเริ่มต้นเริ่มในการไปร่วมพิธีกับสัปเหร่อรายนี้ ว่าเจอในสื่อหลายๆช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อเสิร์ชเข้าไปก็เจอสัปเหร่อที่ทำพิธีเกี่ยวกับการผ่าศพแยกคนตายท้องกลม และทำศพเด็กแรกเกิด มีการกล่าวอ้างว่าเป็นสัปเหร่อหนึ่งเดียวที่ทำเรื่องนี้ มันเลยทำให้เราเกิดความเชื่อและไปทำพิธีที่นี่ และนอกจากนี้ยังมีการกล่าวอ้างว่าเป็นจิตอาสากู้ภัย ไม่มีการเรียกเก็บเงิน แต่เมื่อวานนี้ มีผู้เสียหายที่เข้าไปทำพิธีแต่กลับถูกเรียกเก็บเงินคนละ 200 บาท แต่พอรู้ว่ามีข้อกฎหมายที่มันไม่ถูกต้องมีการพลิกสถานการณ์ บอกกับเหยื่อผู้เข้าไปว่าแล้วแต่จะให้

นอกจากนี้ทางสัปเหร่อเอง ยังมีการกล่าวอ้างเรื่องความเชื่อ หากไม่ทำชีวิตจะตกต่ำ หรือทำอะไรก็ไม่ขึ้น ขณะเดียวกันยังมีการใช้มีดที่ทำผ่าศพอ้างว่าเป็นมีดสื่อในการทำพิธี และนำมาขูดที่ตัวของเหยื่อผู้เข้าไปทำพิธี คล้ายๆการข่มขู่ จนเกิดเป็นบาดแผลห้อเลือด

ทั้งนี้เหยื่อผู้เสียหายหลายรายที่มาในวันนี้ต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีความเห็นใจเหยื่อผู้ถูกกระทำ อยากให้เร่งดำเนินคดีหรือดำเนินการปิดสำนักของสัปเหร่อรายนี้รวมถึงขุดศพเด็กร้อยกว่ารายเพื่อนำมาประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป