รัฐธรรมนูญ 60 ฉายา ‘ปราบโกง’ แค่ป้ายโฆษณา กลไกสวยหรู แต่ความจริงสวนทาง นับแต่บังคับใช้ ประเทศถอยหลัง เครดิตชาติร่วงไม่หยุด

129

ผลประชามติกว่า 19 ล้านเสียงเห็นชอบให้แก้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่กลุ่มผู้กุมอำนาจและกลุ่มอนุรักษ์นิยมให้ฉายาว่า รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง พอสะท้อนได้ว่าการปราบโกงไม่มีอยู่จริง เป็นแค่ภาพมายาที่สร้างไว้หลอกชาวบ้านเท่านั้น

หากย้อนดูข้อมูลดัชนีคอร์รัปชันไทยนับแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้บังคับใช้ พบว่าตกต่ำมาโดยตลอด ทั้งที่ช่วงที่บังคับใช้อยู่ในการกำกับดูแลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่อ้างเงื่อนไขก่อรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่ามาเพื่อปราบโกง

แต่ผลกลับตรงกันข้าม เพราะนับแต่ พล.อ.ประยุทธ์ ยึดอำนาจกลางปี 2557 ครองอำนาจแบบเบ็ดเสร็จจนถึงปี 2562 ดัชนีที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติให้คะแนนไว้นั้น มีแต่ทรงกับทรุด แถมลดต่ำกว่าที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ บริหารประเทศเสียอีก

โดยปี 2557 ดัชนีคอร์รัปชันอยู่ที่ 38 คะแนน หลังยึดอำนาจ ปี 2558 คงอยู่ที่ 38 คะแนน ปี 2559 แทนที่การโกงจะลดลงตามที่เผด็จทหารประกาศว่ามาปราบโกง คะแนนกลับลดลงอยู่ที่ 35 ปี 2560 อยู่ที่ 37 คะแนน ปี 2561–2562 อยู่ที่ 36 คะแนน

ปี 2563 รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงบังคับใช้เต็มรูปแบบ พล.อ.ประยุทธ์ นั่งนายกรัฐมนตรี คะแนนปราบโกงขยับสูงขึ้น แต่คะแนนดัชนีโกงกลับต่ำลงอยู่ที่ 33 คะแนน ปี 2564 ขยับเป็น 35 คะแนน ปี 2565 ขยับเป็น 36 คะแนน ปี 2566 อยู่ในช่วงกำลังจัดเลือกตั้งใหม่ ค่าการโกงลดลงมาอยู่ที่ 35 คะแนน ปี 2567 คาบเกี่ยวกันระหว่างรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กับรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน คะแนนโกงลดลงมาอยู่ที่ 34 คะแนน

ล่าสุดปี 2568 ช่วงคาบเกี่ยวระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล องค์กรเพื่อความโปร่งใสฯ ระบุดัชนีรับรู้การทุจริตว่า สถานการณ์ทุจริตคอร์รัปชันทั่วโลกกำลังเลวร้าย ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็งกำลังเผชิญกับปัญหาการทุจริตสูง ท่ามกลางการขาดภาวะผู้นำในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

“ประเทศไทยในปี 2025 มีคะแนนเพียง 33 คะแนน จาก 100 คะแนน อยู่อันดับที่ 116 จากทั้งหมด 182 อันดับ คะแนนในรอบ 10 ปี ลดลงอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่ามีการคอร์รัปชันสูงขึ้นทุกปี” องค์กรเพื่อความโปร่งใสฯ ระบุ

เมื่อเจาะดูข้อมูลที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสฯ นำเสนอ พบว่ากลุ่มประเทศอาเซียน ไทยมีคะแนนรับรู้การทุจริตต่ำกว่าสิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย ติมอร์-เลสเต เวียดนาม อินโดนีเซีย และลาว แต่มีคะแนนสูงกว่าฟิลิปปินส์ กัมพูชา และเมียนมา

จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยไม่ได้มีอยู่จริง ข้ออ้างของกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มผู้กุมอำนาจที่หนุนให้เผด็จทหารยึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ด้วยเงื่อนไขจะเข้ามาปราบโกง เป็นแค่ภาพมายา แต่ความเป็นจริงต้องการยึดอำนาจคืนจากรัฐบาลตระกูลชินวัตรมากกว่า

จากนั้นยกร่างรัฐธรรมนูญมาพร้อมวาทกรรมรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ระหว่างการร่างมีกูรูทางการเมืองหลายคนระบุว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อสกัดนายทักษิณ ชินวัตร มากกว่า เพราะคณะกรรมการที่ยกร่างส่วนใหญ่และกลุ่มผู้กุมอำนาจต่างกลัวทักษิณเป็นทุนอยู่แล้ว พอประกาศใช้ก็บรรลุผล ซึ่งปรากฏการณ์ของนายเศรษฐา น.ส.แพทองธาร กระเด็นตกเก้าอี้นายกฯ และนายทักษิณต้องนอนคุก น่าจะอธิบายความได้ดีที่สุด

ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างขึ้นมาเพื่อปราบโกงจริง ปรากฏการณ์นาฬิกาเพื่อน แหวนแม่ ตึก สตง. ถล่ม ยึดครองที่ดินการรถไฟฯ ใช้ถนนหลวงเป็นรันเวย์ ฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. งานก่อสร้างขนาดใหญ่ถล่ม หรือสร้างล่าช้า หรือผู้รับเหมาทิ้งงานเพราะจ่ายเงินทอนหนัก ประกันสังคมซื้อตึกแพงกว่าความเป็นจริง แก๊งสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และแก๊งพนันออนไลน์ ที่มีอยู่เกลื่อนเมือง จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

หรือแม้แต่การเลือกตั้ง ส.ส. เวลาผ่านมาจะเกือบ 7 วันแล้ว แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่สามารถประกาศผลอย่างไม่เป็นทางการได้เลย ทั้งที่การเลือกตั้งที่ผ่านมาแค่ 2 วันก็รู้ผลแล้วว่าพรรคไหนได้ ส.ส. กี่คน สาเหตุหลักมาจากการทุจริตทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเสียง ซื้อเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง และการใช้อำนาจรัฐคุกคามฝ่ายตรงข้าม เป็นต้น

ดังนั้นเสียงประชามติกว่า 19 ล้านเสียงเห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ สาเหตุหลักล้วนแต่มาจากการทุจริตคดโกงของกลุ่มผู้กุมอำนาจทั้งสิ้น โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงเป็นเครื่องมือไว้จัดการกับฝ่ายตรงข้าม ผ่านองค์กรอิสระ แทนการสั่งให้ทหารลากรถถังออกมารัฐประหาร

ที่ “จอมมารน้อย” หยิบขึ้นมานำเสนอ ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไร แถมมั่นใจว่าประชามติกว่า 19 ล้านเสียงไม่สามารถเขย่าให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้สั่นไหวได้ นอกจากจะได้เห็นพิธีกรรมหลอก ๆ เท่านั้น

ดังนั้นสิ่งที่ผู้ออกเสียงลงประชามติจะทำได้คือ ทำใจ และจะอยู่กับวงจรอุบาทว์นี้อีกนาน!!!