“สุชาติ” เดือดชนสื่อ! ซัดไร้จรรยาบรรณ ปมข่าวทุจริตเลือกตั้งชลบุรี ศึกศรัทธาปะทะเสรีภาพสื่อ ใครกันแน่ต้องพิสูจน์ความจริง

130

ชลบุรีร้อนระอุไม่ต่างจากอุณหภูมิการเมือง เมื่อประเด็น “ข้อกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใส” ในการเลือกตั้งพื้นที่จังหวัดชลบุรี ถูกจุดชนวนขึ้นผ่านการนำเสนอของสื่อหลายสำนัก ก่อนลุกลามกลายเป็นศึกเผชิญหน้าระหว่างนักการเมืองกับสื่อมวลชนอย่างดุเดือด โดยศูนย์กลางพายุครั้งนี้คือ นายสุชาติ ชมกลิ่น ผู้สมัคร ส.ส. แห่งพรรคภูมิใจไทย ผู้ประกาศกร้าวไม่ยอมรับการรายงานข่าวที่พาดพิงว่าอาจมีการทุจริต พร้อมตำหนิบางสื่อว่า “ไร้จรรยาบรรณ” และทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน

กระแสความร้อนแรงเริ่มต้นจากการเผยแพร่ข้อมูลในโลกออนไลน์และรายงานข่าวที่ตั้งข้อสังเกตถึง “ความผิดปกติ” บางประการในการนับคะแนนเลือกตั้งในพื้นที่ชลบุรี ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขบัตรเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถาม ความไม่สอดคล้องของจำนวนผู้มาใช้สิทธิกับบัตรที่นับได้ รวมถึงการร้องเรียนให้มีการตรวจสอบเพิ่มเติม แม้จนถึงขณะนี้จะยังไม่มีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งชี้ขาดจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเกิดขึ้นก็ตาม

ทว่าในสนามการเมือง “ข้อสงสัย” มักเดินเร็วกว่า “ข้อเท็จจริง” เสมอ

เสียงโต้กลับที่ไม่ถอย
นายสุชาติออกมาแถลงตอบโต้ทันที โดยยืนยันว่าตนและทีมงานปฏิบัติตามกฎหมายทุกขั้นตอน พร้อมตั้งคำถามกลับไปยังสื่อบางรายว่า การนำเสนอข่าวในลักษณะชี้นำหรือสื่อสารโดยขาดความรอบคอบ อาจกระทบต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบเลือกตั้งโดยรวม

“การรายงานต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ไม่ใช่การสร้างความคลางแคลงใจ” คือสารที่เขาพยายามสื่อ พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาดำเนินการทางกฎหมาย หากเห็นว่ามีการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือก่อให้เกิดความเสียหาย

ท่าทีแข็งกร้าวดังกล่าวทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด เพราะในอีกด้านหนึ่ง สื่อบางสำนักยืนยันว่าการตั้งคำถามต่อกระบวนการเลือกตั้งเป็นสิทธิและหน้าที่ของสื่อมวลชนในสังคมประชาธิปไตย โดยเฉพาะเมื่อมีประชาชนร้องเรียนเข้ามา การตรวจสอบย่อมเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความโปร่งใส มิใช่การกล่าวหาโดยไร้หลักฐาน

เส้นบาง ๆ ระหว่าง “ตรวจสอบ” กับ “กล่าวหา”
กรณีนี้จึงกลายเป็นภาพสะท้อนความเปราะบางของสมการ 3 ฝ่าย นักการเมือง สื่อมวลชน และองค์กรอิสระ

ในทางกฎหมาย การจะชี้ว่ามี “การทุจริตเลือกตั้ง” ต้องผ่านกระบวนการไต่สวนและวินิจฉัยของ กกต. เท่านั้น ข้อกล่าวหาใด ๆ ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ ย่อมอยู่ในสถานะ “ข้อสงสัย” มิใช่ “ข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว” ขณะเดียวกัน การปิดกั้นหรือกดดันการตรวจสอบจากภายนอก ก็อาจถูกตีความว่าเป็นการลดทอนเสรีภาพของสื่อ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครถูกใครผิด” แต่คือ “กระบวนการตรวจสอบจะเดินหน้าอย่างไรให้ทั้งความเป็นธรรมและความโปร่งใสอยู่ร่วมกันได้”

เกมการเมือง หรือศึกศรัทธา?
นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเฉพาะบุคคล แต่คือบททดสอบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบเลือกตั้งในระดับพื้นที่ หากข้อสงสัยไม่ได้รับการชี้แจงอย่างชัดเจน ความคลางแคลงใจอาจขยายตัวเป็นแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองในวงกว้าง

ขณะเดียวกัน การที่นักการเมืองออกมาตอบโต้สื่ออย่างรุนแรง ก็อาจถูกมองได้สองด้าน ด้านหนึ่งคือการปกป้องศักดิ์ศรีและสิทธิของตนจากการถูกพาดพิงโดยไม่มีคำตัดสิน อีกด้านหนึ่งคือความเสี่ยงที่จะถูกตีความว่าไม่เปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบจากสื่อ

ในยุคที่ข้อมูลไหลเร็วกว่าแถลงการณ์ ความเงียบอาจถูกตีความเป็นการยอมรับ ขณะที่คำโต้แย้งรุนแรงอาจกลายเป็นเชื้อไฟ ความท้าทายจึงอยู่ที่ “การสื่อสารอย่างรอบคอบ” มากกว่าการตอบโต้แบบเผชิญหน้า

บทบาทของ กกต. ตัวแปรชี้ชะตา
ท้ายที่สุด สายตาทั้งหมดกำลังจับจ้องไปที่ กกต. ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้น การตรวจสอบที่โปร่งใส เปิดเผย และรวดเร็ว จะเป็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งครั้งนี้ หากผลการตรวจสอบชัดเจนและมีเหตุผลรองรับ ก็จะช่วยลดแรงเสียดทานทั้งสองฝ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในทางกลับกัน หากกระบวนการล่าช้าหรือขาดการสื่อสารที่ชัดเจน ความสงสัยอาจถูกเติมเชื้อไฟต่อไปเรื่อย ๆ

โดยสรุป: ประชาธิปไตยต้องการทั้ง “ความกล้า” และ “ความรับผิดชอบ” กรณีสุชาติปะทะสื่อครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าความขัดแย้งเชิงวาทกรรม แต่คือภาพสะท้อนความซับซ้อนของสังคมประชาธิปไตยไทย ที่ทุกฝ่ายต่างอ้างสิทธิของตน — สิทธิในการปกป้องชื่อเสียง กับสิทธิในการตรวจสอบอำนาจ

ในท้ายที่สุด ความจริงจะต้องถูกพิสูจน์ผ่านกระบวนการตามกฎหมาย ไม่ใช่ผ่านกระแสหรืออารมณ์ ความเข้มข้นของศึกครั้งนี้อาจดึงดูดความสนใจได้ชั่วคราว แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการมากกว่าคำโต้เถียง คือความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม

เพราะในสนามเลือกตั้ง เสียงของประชาชนคือเดิมพันสูงสุด และไม่มีใครควรทำให้เสียงนั้นถูกตั้งคำถามโดยปราศจากคำตอบที่ชัดเจน ไม่ใช่ตำหนิสื่อว่าไร้จรรยาบรรณ ประชาชนชลบุรีย่อมทราบดี