อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, วันที่ 3 กุมภาพันธ์ – องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมเนื่องในวันทหารผ่านศึก เพื่อสดุดีและเชิดชูเกียรติทหารกล้า ผู้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตในการปกป้องเอกราชและอธิปไตยของชาติ ภายใต้ชื่องาน “3 กุมภาพันธ์ ทหารผ่านศึกน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อทหารผ่านศึกและครอบครัว โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีบรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา จำนวน 42 นาย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการรำลึกถึงความกล้าหาญและการเสียสละของทหารผ่านศึกจากทุกสมรภูมิ รวมถึงกรณีล่าสุดที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งทำให้ทหารเสียชีวิตรวม 42 นาย ย้ำว่าคนไทยทุกคนตระหนักและซาบซึ้งในคุณูปการของทหารผู้สละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศชาติ “ความเสียสละของทหารผ่านศึกที่ได้สละชีพเพื่อชาติ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก่อให้เกิดความสงบสุขร่มเย็นแก่บ้านเมือง ทำให้สามารถธำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ข้าพเจ้าขอน้อมสดุดีแด่ดวงวิญญาณของทหารผ่านศึก ผู้สละชีพเพื่อชาติทั้ง 42 นาย ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว และความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของท่าน จะเป็นเครื่องเตือนใจ และจารึกอยู่ในหัวใจของปวงชนชาวไทยตลอดไป ขอให้ทุกท่านจงสถิตสถาน ณ พิมานอันสงบสุขตราบชั่วกาลนิรันดร์”
พร้อมกันนี้ นายอนุทินระบุว่า รัฐบาลได้เร่งเยียวยาครอบครัวทหารผู้เสียชีวิต ทั้งด้านเงินช่วยเหลือและสิทธิประโยชน์ เพื่อให้ครอบคลุมความจำเป็นในการดำรงชีพ และติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดให้ความช่วยเหลือถึงมือครอบครัวอย่างเป็นธรรม โดยมีกองทัพบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลกรณีติดขัดด้านกฎหมาย ซึ่งจากการหารือกับครอบครัวทหารทั้ง 42 นาย เป็นไปด้วยความเข้าใจร่วมกัน และรัฐบาลยืนยันจะดูแลอย่างต่อเนื่องจนมั่นใจว่าครอบครัวสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ทหารผ่านศึกจากสมรภูมิอื่น ๆ ยังต้องการการดูแลเพิ่มขึ้น เนื่องจากเงินช่วยเหลือปัจจุบันเดือนละ 600 บาทไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสียอวัยวะ ความกังวลสำคัญคือการดำรงชีวิตหลังออกจากโรงพยาบาล ทหารส่วนใหญ่ต้องการมีอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน มากกว่าการพึ่งพาการช่วยเหลือจากรัฐ หากมีโอกาสกลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง จะเร่งผลักดันการดูแลด้านอาชีพและคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังมีทหารผ่านศึกบางส่วนที่ไม่มีครอบครัว เป็นทหารอาสาสมัครและไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญ จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ นายกรัฐมนตรีระบุว่า หากมีการยื่นรายชื่อและประวัติเข้ามา จะสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลอย่างเต็มที่ โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมกำกับติดตามอย่างใกล้ชิด

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงข้อเรียกร้องของประชาชนไม่ให้เปิดด่านไทย–กัมพูชา นายอนุทิน ยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีการเปิดด่าน และเป็นคำมั่นที่ให้ไว้กับประชาชน ซึ่งได้ย้ำมาแล้วหลายครั้ง
ภายในงาน นายกรัฐมนตรีได้เข้าไปทักทายญาติทหารผู้เสียชีวิตและทหารผ่านศึกอย่างใกล้ชิด โดยมีทหารผ่านศึกจำนวนหนึ่งเข้าขอบคุณในการทำหน้าที่ดูแลชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างเต็มที่ พร้อมให้กำลังใจ อวยพรให้มีสุขภาพแข็งแรง และบางส่วนยังส่งเสียงขอให้นายกรัฐมนตรี “สั่งลุย” เพื่อปกป้องประเทศชาติอย่างเข้มแข็งต่อไป

