รวบโจรอ้างป่วยจิต ขาดยาจนหูแว่วได้ยินเสียงผู้ชายอ้างเป็นผู้มีคาถาอาคม สั่งให้ขโมยรถซ้ำ 2 คัน ก่อนถูกจับเสียงแว่วบอกให้สำนึกผิด

110

วันนี้ (30 ม.ค. 69) เวลา 17.00 น. ที่ สถานีตำรวจภูธร รัตนาธิเบศร์ จังหวัดนนทบุรี พ.ต.อ.พฤฒ จำรัญศาสน์ ผู้กำกับการ สภ.รัตนาธิเบศร์ พร้อมด้วย พ.ต.ท.ภูษิณธร ยี่ภู่ รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาในคดีลักทรัพย์รถจักรยานยนต์

โดยสามารถจับกุมตัว นายคณิตฯ อายุ 45 ปี ชาวกรุงเทพมหานคร และ นายชอบ ฯอายุ 46 ปี ชาวจังหวัดอุบลราชธานี ได้ที่บ้านพักของผู้ต้องหาทั้งสองราย ในพื้นที่เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ต่อเนื่องพื้นที่อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี พร้อมตรวจยึดของกลางประกอบด้วย 1.รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นคลิ๊ก สีดำ ทะเบียน กทจ 959 นนทบุรี พร้อมกุญแจ 1 ดอก ซึ่งเป็นรถของผู้เสียหาย 2.รถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นฟีราโน่ สีชมพู-ดำ ทะเบียน ฬวบ 749 กรุงเทพมหานคร พร้อมกุญแจ 1 ดอก ซึ่งเป็นรถที่ผู้ต้องหาใช้ก่อเหตุ

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 69 นายสุชาครีส์ ฯ อายุ 23 ปี นายช่างประจำ (ตรอ.) ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน หลังถูกคนร้ายก่อเหตุขโมยรถจักรยานยนต์ที่จอดไว้บริเวณหน้าคอนโดแห่งหนึ่ง ซอยงามวงศ์วาน 31 แยก 2 ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี แล้วหลบหนีไป

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุ สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้เมื่อเวลาประมาณ 16.56 น. ของวันที่ 27 ม.ค. 69 พบว่าคนร้ายมี 2 ราย โดยรายแรกเป็นชายสวมเสื้อฮู้ดสีเทาคลุมศีรษะ เดินเท้ามายังจุดเกิดเหตุ ขณะที่ผู้ก่อเหตุอีกรายขับขี่รถจักรยานยนต์ สวมหมวกกันน็อกเต็มใบ เสื้อยืดสีน้ำเงิน กางเกงขายาว ขับขี่ตีคู่กันมา ทั้งสองได้วนเวียนเดินและขับผ่านเพื่อตรวจดูลาดเลาอยู่หลายครั้ง ก่อนจะย้อนกลับมาที่รถของผู้เสียหาย ใช้เวลาประมาณ 2 นาที งัดคอรถจักรยานยนต์แล้วขับหลบหนีออกไป

จากการสอบสวนนายชอบ หนึ่งในผู้ก่อเหตุ ให้การรับสารภาพว่า ก่อนถูกจับได้ตนขี่รถจักรยานยนต์ของเพื่อนออกตระเวน โดยเตรียมอุปกรณ์สำหรับงัดเบ้ารถไปด้วย ใช้วิธีแทงเบ้าแล้วหมุน เนื่องจากรถไม่ได้ล็อกคอ ซึ่งเป็นการก่อเหตุครั้งแรก โดยก่อนหน้านี้ได้ไปขโมยรถจักรยานยนต์จำนวน 1 คัน บริเวณห้างแกรนด์งามวงศ์วาน เมื่อประมาณวันที่ 25 ม.ค. 69 หลังจากเพื่อนที่เคยติดคุกมาก่อนเคยสอนวิธีคร่าว ๆ ให้ ตนจึงลองลงมือทำ โดยไม่ทราบว่าบริเวณดังกล่าวมีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพไว้

นายชอบยังให้การอีกว่า สาเหตุที่ก่อเหตุเนื่องจากต้องการหาเงินไปดูแลแม่และภรรยา ตนไม่มีงานทำ เพิ่งพ้นโทษคดีออกมาเมื่อปีที่ผ่านมา เคยต้องคดีเกี่ยวกับการยืมรถจักรยานยนต์เพื่อนบ้านไปแล้วไม่ได้นำมาคืน จนถูกแจ้งความในคดีลักทรัพย์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยรถจักรยานยนต์คันแรกที่ขโมยมาได้มีคนรอรับซื้ออยู่แล้ว และขายไปในราคา 3,000 บาท ใช้เวลางัดคอรถประมาณ 1–3 นาทีต่อคัน

ส่วนคันล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 69 ตนได้ไปก่อเหตุที่คอนโดซอยงามวงศ์วาน 31 ของผู้เสียหายด้วยวิธีเดียวกัน หลังจากก่อเหตุแล้ว รถจักรยานยนต์คันนี้ตนไม่ได้ขาย แต่นำมาใช้เองเป็นยานพาหนะเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว โดยได้มีการพ่นสี เปลี่ยนเบาะ และถอดป้ายทะเบียนออกเพื่ออำพราง ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวได้ขณะพักอาศัยอยู่ที่บ้าน

นายชอบ กล่าวต่ออีกว่า สาเหตุสำคัญที่ก่อเหตุ เนื่องจากตนป่วยเป็นโรคจิตเวชมานานกว่า 30 ปี มีอาการหูแว่ว ได้ยินเสียงในหัวเป็นเสียงผู้ชายคอยสั่งให้ไปขโมยรถ เพื่อจะได้เงินไปเลี้ยงดูครอบครัว และในช่วงก่อนเกิดเหตุไม่ได้รับประทานยารักษาอาการมาหลายวัน เนื่องจากยาที่จัดส่งมาทางไปรษณีย์ขาดช่วง ทำให้ไม่สามารถควบคุมอาการได้ โดยหลังจากขโมยรถคันแรกไปแล้ว ยังมีเสียงแว่วกลับมายุยงให้ก่อเหตุซ้ำ บอกว่าตนมีความสามารถ เป็นผู้วิเศษ มีคาถาอาคม จนทำให้ตัดสินใจขโมยรถจักรยานยนต์รวม 2 คัน คันแรกนำไปขาย ส่วนอีกคันนำมาใช้เอง ก่อนจะถูกจับกุม ทั้งนี้ขณะถูกจับยังคงมีเสียงแว่วในหัวดังขึ้นมาอีกครั้ง ตนสำนึกผิดและยืนยันว่าหากพ้นโทษออกมา จะไม่กลับไปก่อเหตุอีก

ด้านนายสุชาครีส์ ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า รถจักรยานยนต์ของตนหายไปเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 69 เวลาประมาณ 06.15 น. โดยจอดไว้หน้าคอนโด ก่อนออกไปทำธุระส่งเอกสาร เมื่อกลับมาพบว่ารถไม่อยู่แล้ว ตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่าคนร้ายมี 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามา คนซ้อนลงมาตระเวนดูรถ ก่อนจะลงมือก่อเหตุด้วยการงัดคอรถ ใช้เวลาประมาณ 2 นาที เมื่อทราบว่าตำรวจสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ ตนรู้สึกดีใจมาก และเมื่อได้รับรถคืนพบว่า เบาะและสีรถไม่ใช่ของเดิม กระจกหาย และป้ายทะเบียนหลุดหาย โดยรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเป็นรถมือสองที่ตนซื้อมาในราคา 14,000 บาท

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสองรายในความผิดฐาน “ร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือเพื่อพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม” ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบประวัติของผู้ต้องหาทั้งสองราย พบว่าเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด และคดีลักทรัพย์มาก่อน โดยหนึ่งในผู้ต้องหาเพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลักทรัพย์ในพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มเติมหรือไม่ พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป