ทนาย “รองโจ๊ก” ร้องขอความเป็นธรรม นายกฯ ให้ตรวจสอบขบวนการสอบสวนคดีสินบนทองคำ 246 บาท และเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัย เพื่อยุติความสับสนทางกฎหมายและกำหนดบรรทัดฐานในการดำเนินคดี โดยยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นข้อกฎหมายล้วน ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง หรือการประวิงเวลา
วันนี้ (30 ม.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 นายสัญญาภัชระ สามารถ ในฐานะทนายความ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (อดีต รองผบ.ตร.) ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อขอส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัย เพื่อยุติความสับสนทางกฎหมายและกำหนดบรรทัดฐานในการดำเนินคดี โดยยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นข้อกฎหมายล้วน ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือการประวิงเวลา
นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ตนได้รับมอบอำนาจจาก “รองโจ๊ก” ให้ยื่นหนังสือครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับกรรมการ ป.ป.ช. ต้องเป็นไปตามกฎหมายเฉพาะ คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งกำหนดขั้นตอนชัดเจนว่าตำรวจไม่มีอำนาจสอบสวนตั้งแต่ต้นซึ่งอำนาจของตำรวจมีเพียงการลงบันทึกประจำวันและแนะนำให้ผู้ร้องไปดำเนินการตามช่องทางรัฐสภา ผ่าน สส. และ สว. ตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความพยายามของพนักงานสอบสวนในการตีความกฎหมายและแยกสำนวนคดี ซึ่งเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจนอกเหนือรัฐธรรมนูญ และอาจทำให้คดีเดียวกันไปสิ้นสุดในศาลต่างกัน ส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรม
นายสัญญาภัชระ ยังกล่าวถึงกรณีการส่งสำนวนจาก ป.ป.ช. ตามมาตรา 61 วรรคสอง ว่า เป็นการระบุชัดว่า ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจดำเนินการต่อ และต้องให้เริ่มต้นกระบวนการใหม่ให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การตีความเพื่อดำเนินคดีต่อหรือแยกสำนวนตามดุลยพินิจ พร้อมย้ำว่าหากกระบวนการเริ่มต้นโดยผู้ไม่มีอำนาจ ทุกขั้นตอนถัดไปย่อมมีปัญหาทางกฎหมาย ซึ่งหากตำรวจยังฝืนทำต่อ “จะเกิดอะไรขึ้นท่านน่าจะรู้ชะตากรรม”
นายสัญญาภัชระ ยืนยันว่า ตัดสินใจยื่นเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ทำหน้าที่เป็นคนกลาง ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัย เพื่อให้สังคมได้ข้อยุติที่ชัดเจน และป้องกันไม่ให้บรรทัดฐานทางกฎหมายของประเทศคลาดเคลื่อน
ส่วนเพราะอะไรจึงไม่ต้องการให้ตำรวจเป็นผู้สอบสวน เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ นายสัญญาภัชระ ตอบว่า ไม่ใช่เพราะไม่ต้องการให้ตำรวจทำคดี แต่เป็นเพราะกฎหมายไม่ได้เปิดทางให้ตำรวจมีอำนาจสอบสวนในคดีนี้ โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อไม่มีอำนาจแล้ว ต้องส่งเรื่องกลับไปให้ดำเนินการตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญผ่านรัฐสภา และยืนยันว่าไม่สามารถแยกสำนวนได้
กรณีคดีรองโจ๊กที่เคยถูกยก ส่งผลต่อคดีนี้หรือไม่ นายสัญญาภัชระ ระบุว่า เป็นกรณีที่ศาลเห็นว่าหลักฐานได้มาไม่ชอบ ทำให้คดีถูกยก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการพิจารณาคดีต้องยึดที่กระบวนการและความชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น ส่วนรองโจ๊กจะออกมาให้ข้อมูลเมื่อไรนั้น ตนก็ยังไม่ทราบกำหนดเวลา โดยตนมีหน้าที่ให้ความเห็นและดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งกัน

