นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ก็ว่าได้ ที่ช่วงก่อนจะยุบสภาฯ และระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง มีการเปิดประเด็นเบิกถอนเงินสดก้อนโตจากธนาคารถึง 2 ครั้ง

ครั้งแรก นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เงินสด 160,000 ล้านบาท ถูกเบิกไปไหนช่วง 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง มีผู้ใหญ่วงการธนาคารกระซิบว่า ช่วง 2-3 เดือนมีการถอนเงินสดจากธนาคารต่างๆ มากผิดสังเกต มาถอนหลักร้อยล้านบาท “เดือน ก.ค.-พ.ย. 2568 ธนบัตรถูกเบิกออกจากแบงก์ชาติไป รวม 160,816 ล้านบาท เฉพาะกันยายนเดือนเดียวเบิกไป 127,010 ล้านบาท นี่คือตัวเลขการเบิกเงินสดรายเดือนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้จะอ้างว่าเป็นฤดูกาลปลายปีงบประมาณ แต่เทียบข้อมูลย้อนหลังหลายปีพบว่าไม่ใช่ค่าปกติตามฤดูกาลแต่อย่างใด” นายชัยวัฒน์ระบุ และว่าขอฝากไปถึง ปปง. ผู้เกี่ยวข้องและสังคมไทยว่า เงินสดแสนกว่าล้านนี้ ถูกเบิกไปเตรียมทำอะไร? ในช่วงที่การเลือกตั้งจะมาถึง นี่คือสัญญาณอันตรายต่ออนาคตของประเทศไทย เงินสดมหาศาลขนาดนี้ไม่ใช่เงินซื้อข้าวซื้อของตามปกติอย่างแน่นอน
ถัดมาวันที่ 28 มกราคม นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บอกว่าได้รับรายงานการเบิกเงินสดมีลักษณะผิดปกติตั้งแต่หลัก 100 ล้านบาทไปจนถึง 250 ล้านบาท ธปท. ในฐานะผู้พิมพ์ธนบัตรเริ่มเข้าไปดูแลการเบิกถอนเงินสดที่ผิดปกติ ช่วง 10-14 วันที่ผ่านมา พบว่ามีบางรายเบิกเงินสดสูงถึง 200-250 ล้านบาท บางเคสเจาะจงขอเป็นธนบัตรใบละ 100 บาท หรือ 500 บาท อย่างเดียว ถือเป็นการดำเนินธุรกรรมเงินสดผิดปกติในช่วงเลือกตั้ง จะรวบรวมข้อมูลให้ ปปง. และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบเงินก้อนโตที่เบิกและถอนแบบผิดปกติช่วงเลือกตั้งจะถูกนำไปซื้อเสียงหรือไม่ คอการเมืองหรือประชาชนทั่วไปพออนุมานได้ การเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมานั้น เกือบทุกพรรคการเมืองต่างหว่านเงินเพื่อให้มาซึ่งคะแนนเสียงแทบทั้งสิ้น แถมแกนนำบางพรรคฯ ที่ประกาศว่าไม่ซื้อเสียงพร้อมด่าพรรคคู่แข่งว่าซื้อเสียง เคยเดินคอตกเข้าคุกมาแล้วหลายคน
แต่ในอดีตเงินที่ใช้ซื้อเสียงจะเป็นเงินสดที่ไหลจากแม่บ้านพรรคหรือนายทุนพรรค ที่เก็บตุนไว้ช่วงที่อยู่ในอำนาจรัฐ ทั้งจากทุจริตงบประมาณและตบทรัพย์จากนักธุรกิจสีเทาและนักธุรกิจที่ประมูลโครงการต่างๆ จะไม่มีข่าวเบิกหรือถอนจากธนาคารแต่อย่างใด
ดังนั้นปรากฏการณ์ถอนเงินสดครั้งนี้พอบ่งบอกได้ว่าผู้เกี่ยวข้องคงมีบารมีหรืออำนาจมากพอ ถึงไม่ได้เกรงกลัวว่าจะถูกตรวจสอบเพื่อเอาผิดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ปปง. หรือ กกต. แต่อย่างใด เพราะเชื่อว่าถ้าถูกตรวจสอบจริงคงพ้นผิดอย่างแน่นอน
ถ้ามองกันอย่างวิเคราะห์ผ่านปรากฏการณ์เบิกเงินสด พอบ่งชี้ได้ว่ากลุ่มผู้กุมอำนาจและกลุ่มอนุรักษ์นิยม คงหวั่นไหวกับกระแสของคนรุ่นใหม่ที่อยากเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมือง จึงต้องทุ่มสุดตัวให้ชนะในสนามเลือกตั้ง เพื่อจะได้กุมอำนาจแล้วใช้หลักบริหารประเทศแบบเดิมๆ แจกตำแหน่งให้ทายาทบ้านใหญ่และนายทุนพรรค เข้าไปกอบโกยกัน
ครั้นมองไปที่บรรยากาศหาเสียงโค้งสุดท้าย จะพบว่าแต่ละพรรคต่างงัดสารพัดกลยุทธ์ออกมาประชันกันเพื่อดึงคะแนนเสียง มีทั้งปลุกกระแสชาตินิยมที่แกนนำพรรคภูมิใจไทยบอกว่า “พรรคไหนรักชาติขอให้ช่วยกันเลือก ฝ่ายไหนไม่รักชาติไม่จำเป็นต้องเลือกเขา” หรือ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่”
ขณะที่พรรคประชาชนเดินหน้าชูนโยบายเปลี่ยนแปลงประเทศ ขุดคุ้ยการบริหารงานที่ล้มเหลวของรัฐบาลที่ผ่านมา รวมถึงขุดคุ้ยการบริหารจัดการกองทุนประกันสังคมที่ไม่โปร่งใส จนได้ใจผู้ประกันตนมีอยู่กว่า 20 ล้านคนไปแบบเต็มๆ
ด้านพรรคเพื่อไทยเน้นชูนโยบายที่คิดขึ้นมาใหม่เพื่อฟื้นฟูประเทศ พร้อมเดินเกมยึดสายกลาง ไม่เน้นตอบโต้คู่แข่งหรือวิจารณ์นโยบายของพรรคอื่น
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์มีฐานเสียงเดียวกับบรรดาพรรคอนุรักษนิยม มาแนวเดิมประณามการซื้อเสียง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ ถึงขั้นที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ แฉว่า พื้นที่ภาคใต้ซื้อเสียงหนักมาก ขอให้คนปักษ์ใต้ตะเพิดพวกซื้อเสียงออกจากพื้นที่ให้หมด
ครั้นโฟกัสคู่แข่งสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เจ้าของวาทะเด็ด “พรรคไหนรักชาติให้ช่วยกันเลือกฯ” เป็นแกนนำ พรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และพรรคประชาชน คนในพื้นที่ภาคใต้คงจะรู้กันดีว่าพรรคไหนจ่ายเงินซื้อเสียงหนักสุด
จากบริบทที่ยกมานำเสนอเป็นภาพกว้างๆ พอที่จะสื่อสารให้มองลึกลงถึงบรรยากาศการหาเสียงโค้งสุดท้ายได้ว่าสู้กันดุเดือด ระหว่างกลุ่มผู้กุมอำนาจและกลุ่มอนุรักษ์นิยม กับกลุ่มเสรีประชาธิปไตยที่ชูนโยบายการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดี ต่างงัดสารพัดกลยุทธ์ออกมาห้ำหั่นกัน ทั้งกระแส กระสุนที่เบิกจ่ายกันสดๆ และความคลั่งชาติ เพื่อเรียกคะแนนเสียงจากประชาชน ซึ่งผลจะลงเอยอย่างไร 8 กุมภาพันธ์เป็นวันชี้ชะตาว่าฝ่ายไหนจะกำชัย และเมื่อรู้ผลแล้ว ยังต้องลุ้นกันต่อว่าผู้พ่ายจะยอมรับความพ่ายแพ้อย่างดุษฎี หรือจะชักดาบที่ซ่อนอยู่ในองค์กรอิสระขึ้นมาฟาดฟันหรือไม่ ? ต้องลุ้นด้วยใจระทึก !!!


