รอง ผบ.ตร.สั่งขับเคลื่อนเชิงรุกปราบคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอาชญากรรมเฝ้าระวัง 3 กลุ่มหลัก เพื่อให้ประเทศไทยปลอดภัย ไม่เป็นพื้นที่เป้าหมายของอาชกรข้ามชาติ

วันนี้ (29 มกราคม 2569) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปชก.ตร.) ประชุมขับเคลื่อนศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) ครั้งที่ 3/2569 ตามนโยบาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. โดยมี พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผ่านระบบทางไกล

สถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติในห้วงเดือนธันวาคม 2568 ถึงเดือนมกราคม 2569 พบอาชญากรรมข้ามชาติ 3 กลุ่มหลักที่ต้องเฝ้าระวัง ที่มีความเชื่อมโยงกัน และใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด และเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ได้แก่ 1. เครือข่ายลำเลียงยาเสพติดข้ามแดน 2. การลักลอบนำคนเข้าเมืองและแก๊งสแกมเมอร์ 3. อาชญากรรมไซเบอร์และการฟอกเงินผ่านคริปโตเคอร์เรนซี โดย ศปชก.ตร.จะได้บูรณาการกับหน่วยต่างๆ รวมทั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันปราบปราม รวมถึงการให้ความสำคัญกับการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับต่างประเทศซึ่งมีการประสานขอความร่วมมือมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการขอหมายตำรวจสากล ให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนดไว้ เพื่อให้สามารถได้ตัวผู้กระทำความผิดที่หลบหนีไปยังต่างประเทศกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย

พล.ต.อ.สำราญฯ ขอบคุณทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในการจับกุมขบวนการลักลอบหลบหนีเข้าเมือง, การจับกุมบริษัทนอมินีที่ผิดกฎหมาย, คนต่างด้าวที่เกี่ยวข้องกับขบวนการยาเสพติด โดยได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายต่อคนต่างด้าวที่กระทำความผิดอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยปลอดภัย ไม่เป็นพื้นที่เป้าหมายของอาชกรข้ามชาติ

นอกจากนี้ รอง ผบ.ตร. ยังได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ซึ่งตรวจพบการติดเชื้อในรัฐเบงกอลตะวันตกของประเทศอินเดีย ได้สั่งการให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองยกระดับและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ด่านควบคุมโรค และสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อบูรณาการการทำงานในการตรวจสอบ คัดกรอง และสกัดกั้นผู้เดินทางที่อาจเป็นพาหะของโรค รวมทั้งกําชับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเน้นการคัดกรองบุคคลต่างด้าวตั้งแต่ต้นทางและขณะเดินทางเข้าประเทศ ทั้งทางด่านชายแดนและทางสนามบิน และบูรณาการร่วมกับหน่วยในพื้นที่ ตรวจสอบ และประชาสัมพันธ์การแจ้งที่พัก การรายงานตัวทุก 90 วัน รวมถึงให้ตรวจสอบการอยู่ในราชอาณาจักร โดยการอนุญาตสิ้นสุด (OVERSTAY) โดยให้ดําเนินการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง

