22 ม.ค. 69 – “เอ็นไอเอ–มูลนิธิข้าวไทย” ชวนส่งประกวดนวัตกรรมข้าวไทย เพิ่มมูลค่า เพิ่มโอกาสแข่งขันพืชเศรษฐกิจหลักประเทศ

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมสำหรับเพิ่มมูลค่าข้าวไทย ทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตผ่านการจัดประกวด “รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2569” เพื่อสร้างโอกาสการแข่งขันและแบรนด์นวัตกรรมจากข้าวไทย
สำหรับ 17 ปีที่ผ่านมาของการจัดประกวด รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น 821 ผลงาน พร้อมทั้งเผยโอกาสการแข่งขันในอุตสาหกรรมข้าวไทยด้วยนวัตกรรม ได้แก่ ตลาดข้าวฟังก์ชันนัล และโภชนาการเชิงป้องกัน สังคมผู้สูงอายุและนวัตกรรมอาหารเฉพาะกลุ่ม โปรตีนทดแทนจากโปรตีนข้าว และด้านความงาม โดยผู้ที่สนใจสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ทั้งผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าว หรือกระบวนการผลิตข้าว ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – วันที่ 30 มิถุนายน 2569
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า การจัดประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทยปีนี้ จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 18 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยและนวัตกรรม ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวไทย และต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ รวมถึงเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ปัจจุบันผลงานที่ส่งเข้าประกวดมีความเป็นนวัตกรรมสูงขึ้น ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และวิจัย ที่ละเอียดและซับซ้อนมากขึ้น มีการตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีและจุลินทรีย์ด้วยเครื่องมือที่มีความแม่นยำสูง ทำให้ผลงานที่เกี่ยวข้องกับสรรพคุณเพื่อสุขภาพ ความงาม และการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มีความน่าเชื่อถือ และสามารถผ่านการขึ้นทะเบียนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้จริง มูลนิธิข้าวไทยฯ และ NIA จึงขอเชิญชวนผู้สนใจจากทั้งภาคอุตสาหกรรมและกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวด เพื่อร่วมกันสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับข้าวไทยและชาวนาไทยในอนาคต

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า การจัดประกวด “รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย” ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยสร้างความตระหนักด้านนวัตกรรม และยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านข้าวของประเทศไทยให้สูงขึ้น โดยการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ นักวิจัย และชุมชน ได้นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่เพิ่มมูลค่า และสามารถขยายโอกาสสู่กลุ่มตลาดอื่นๆ นอกเหนือจากการจำหน่ายแบบดั้งเดิม ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทย และสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรของประเทศอย่างยั่งยืน ที่ผ่านมา NIA ได้ให้การสนับสนุนโครงการนวัตกรรมจากข้าวไปแล้วกว่า 100 โครงการ มูลค่าการสนับสนุนรวมกว่า 50 ล้านบาท และก่อให้เกิดการลงทุนต่อยอดในระบบเศรษฐกิจกว่า 392 ล้านบาท
“สำหรับในปี 2026 นี้ คาดการณ์ว่ามูลค่าของอุตสาหกรรมข้าวทั่วโลก มีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญราว 43.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงบทบาทของข้าวที่ไม่ได้เป็นเพียงอาหารหลักของประชากรโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในปี 2025 ขณะที่อเมริกาเหนือเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด เนื่องจากกระแสนิยมอาหารสุขภาพและอาหารทางเลือก โดยโอกาสในการพัฒนานวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าของข้าวไทยในหลากหลายมิติ เช่น ตลาดข้าวฟังก์ชันนัลและโภชนาการเชิงป้องกัน โดยคนไทยกว่าร้อยละ 35 เริ่มปรับพฤติกรรมการกินเพื่อจัดการระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอล ข้าวสายพันธุ์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด และข้าวที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low-GI) จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในเขตเมือง สังคมผู้สูงอายุและนวัตกรรมอาหารเฉพาะกลุ่ม ที่เน้นผลิตภัณฑ์ข้าวที่ย่อยง่ายและมีสารอาหารเสริมเพื่อป้องกันโรคเฉพาะทาง เช่น โรคหัวใจและสมองเสื่อม ผลิตภัณฑ์กลุ่มรำข้าวสกัดและข้าวเพาะงอกกำลังถูกนำมาใช้ในเชิงโภชนเภสัช (Nutraceuticals) ซึ่งเติบโตมากกว่าร้อยละ 8 ต่อปี โปรตีนทดแทนจากโปรตีนข้าว เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และย่อยง่ายกว่าโปรตีนจากถั่วเหลืองหรือนม จึงได้รับความนิยมมากขึ้น โดยปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์กว่าร้อยละ 21 เริ่มใช้โปรตีนข้าวเป็นสารยึดเกาะ เพื่อลดการพึ่งพาถั่วเหลือง และนวัตกรรมความงามและเครื่องสำอางจากข้าว ตลาดใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลจากสารสกัดข้าว เช่น เทรนด์การใช้รำข้าวหมักในการดูแลผิวและเส้นผม กำลังเป็นกระแสไปทั่วเอเชีย ซึ่งไทยเองก็เริ่มมีบทบาทผ่านแบรนด์พรีเมียมและการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นด้วยเช่นเดียวกัน”
นางดรุณี เอ็ดเวิร์ดส เลขาธิการมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การจัดการประกวดนวัตกรรมข้าวไทย มีเป้าหมายเพื่อคัดเลือกนวัตกรรมผลิตภัณฑ์จากข้าวไทยและส่วนต่าง ๆ ของข้าว ที่สามารถเพิ่มมูลค่าและต่อยอดสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ ทั้งในประเทศและตลาดส่งออก เพื่อสร้างประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา มีผู้ส่งผลงานนวัตกรรมข้าวไทยเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น 821 ผลงาน เป็นผลงานด้านอาหาร 448 ผลงาน เครื่องสำอาง 256 ผลงาน กระบวนการผลิต 55 ผลงาน อุปกรณ์/เครื่องจักร 21 ผลงาน และอื่น ๆ 41 ผลงาน สำหรับการประกวดในปี 2569 ยังคงมุ่งส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมทั้งด้านผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการตื่นตัวด้านนวัตกรรมข้าวไทย รวมถึงยกย่องและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ริเริ่มคิดค้นและผลักดันนวัตกรรมข้าวไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การส่งผลงานเข้าประกวดจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรม และ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกณฑ์การตัดสินจะให้ความสำคัญกับความเป็นนวัตกรรมของผลงาน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย รวมถึงศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการคำนึงถึงผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

