ตร.เอาจริง! ไล่ออกแล้ว 1 นาย ปมปล่อยตัว “จีนเทา” สั่งสแกนทั่วประเทศย้อนหลัง 10 ปี พบเบิกตัวผู้ต้องกัก 131 ราย

171

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้ากวาดล้างขบวนการทุจริตปล่อยตัวผู้ต้องกักชาวจีน พบตำรวจนครบาล 5 นายพัวพัน หนึ่งในนั้นเบิกตัวกว่า 30 เคส ล่าสุดสั่งไล่ออกแล้ว 1 นาย ผบ.ตร.กำชับตรวจสอบเข้มทั้งอาญา–วินัย ขยายผลถึงนายหน้า ทนาย และผู้เกี่ยวข้อง สั่งตรวจย้อนหลังทั่วประเทศ 10 ปี

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 ร่วมแถลงแนวปฏิบัติและชี้แจงความคืบหน้าคดีดังกล่าว ณ ห้องสารสิน อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ เปิดเผยว่า คดีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับการประสานจากสถานทูตจีนตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ให้ตรวจสอบกรณีผู้ต้องกักสัญชาติจีนชื่อ นายอาฮ่าง หรือ นายหม่า กวางซู่ หลุดพ้นจากการควบคุมของสถานกักตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งที่เป็นผู้ต้องหาที่ทางการจีนต้องการตัวและอยู่ระหว่างรอการส่งกลับประเทศ หลังรับเรื่องจึงสั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที

ผลการตรวจสอบพบว่า พนักงานสอบสวนสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล จำนวน 5 นาย มีพฤติการณ์แจ้งขอเบิกตัวผู้ต้องกักจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อนำไปดำเนินคดี แต่ไม่ส่งตัวกลับให้ ตม.ตามระเบียบ ถือเป็นการกระทำผิดชัดเจน บช.น.จึงรวบรวมพยานหลักฐานส่งสำนวนคดีอาญาให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568

ในส่วนของการดำเนินการทางวินัย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า บช.น.ได้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยกรณี ร.ต.อ.ไชยาฯ สอบสวนวินัยเสร็จสิ้นแล้ว มีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ ขณะที่ตำรวจอีก 4 นาย อยู่ระหว่างการสอบสวนวินัยร้ายแรงและถูกดำเนินคดีอาญาควบคู่กันไป

จากการขยายผลพบว่า ตั้งแต่ปี 2564–2568 มีการเบิกตัวผู้ต้องกักออกจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองรวม 131 ราย และในจำนวนตำรวจ 5 นายที่ถูกตรวจพบ มี 1 นายเบิกตัวผู้ต้องกักมากกว่า 30 เคส ยศตั้งแต่ ร.ต.อ. ถึง พ.ต.ท. สังกัดตำรวจนครบาลทั้งหมด

สำหรับพฤติการณ์ พบว่าตำรวจกลุ่มดังกล่าวจะรับแจ้งความคดีฉ้อโกงหรือร่วมกันฉ้อโกง โดยมีชาวต่างชาติเป็นผู้ต้องหา จากนั้นรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับ แล้วนำหมายไปเบิกตัวผู้ต้องกักชาวจีนที่อยู่ในการควบคุมของ ตม.ซึ่งกำลังจะถูกผลักดันกลับประเทศ โดย ตม.จะปล่อยตัวตามหมายศาล พร้อมทำหนังสือกำกับว่าหากคดีสิ้นสุดต้องนำตัวกลับมาส่งคืน แต่ปรากฏว่าไม่มีการนำตัวกลับมาส่งให้ ตม.แต่อย่างใด

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวย้ำว่า ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ตรวจสอบเชิงระบบอย่างเข้มข้น แบ่งการทำงานออกเป็น 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านการตรวจสอบทุจริต ด้านตรวจคนเข้าเมือง ด้านการสอบสวน ด้านกฎหมาย และด้านการสนับสนุน เพื่อเร่งรัดตรวจสอบความเชื่อมโยงทั้งบุคคลภายในและภายนอกองค์กร ดำเนินคดีอาญา วินัย และปกครองกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด รวมถึงทบทวนมาตรการอายัดตัวผู้ต้องกัก ระบบฐานข้อมูล CRIMES และกระบวนการออกหมายจับ

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนเชิงลึกถึงผู้ที่อ้างเป็นผู้เสียหาย กลุ่มทนายความ กลุ่มนายหน้า และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยจะตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงอย่างละเอียด แม้ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปภาพรวมของขบวนการได้ทั้งหมด แต่ยืนยันว่าดำเนินคดีกับแต่ละรายที่พบความผิดไปก่อน พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

รองโฆษก ตร. ยืนยันว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สั่งตรวจสอบการปล่อยตัวผู้ต้องกักจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศย้อนหลัง 10 ปี เพื่ออุดช่องโหว่ ปราบปรามขบวนการทุจริตอย่างถึงที่สุด และฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ