9 ม.ค. 69 – ตำรวจสอบสวนกลาง เปิดปฏิบัติการ: เสียงกระซิบจากศรีบรรพต เปิดโปงเครือข่ายจัดหาบัญชีม้ารายใหญ่ พร้อมรวบ 4 ผู้ต้องหาตามหมายจับ สืบทราบ “อาเหวิน” ตัวการใหญ่

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม, พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป., พ.ต.อ.พงศ์ปณต ชูแก้ว รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.อนุสรณ์ ทองไสย รรท.ผกก.6 บก.ป., พ.ต.อ.ยุทธศักดิ์ เอี่ยมสุนทร ผกก.กก.สส.ภ.จว.พัทลุง, พ.ต.ท.สมบัติ มีมงคล,
พ.ต.ท.วชิระ ศุภพิสิฐกุล, พ.ต.ท.ทินกร มณีรัตน์, พ.ต.ท.กิติภูมิ ศรีแผ้ว, พ.ต.ท.นรบดี ดวงจิตต์ รอง ผกก.6 บก.ป.
เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้นจับกุม โดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.6 บก.ป. จำนวน 56 นาย ตรวจค้นจับกุม ทั้งสิ้น 7 จุด ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จว.พัทลุง จว.เชียงใหม่ และจว.สุรินทร์
จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับจำนวน 4 ราย ได้แก่ นายวิภพ ฯ อายุ 35 ปี นายเอกวิทย์ฯ อายุ 36 ปี นางสาว ธนาภาฯ อายุ 35 ปี นางสาวพสุดาภาฯ อายุ 35 ปี
โดยผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฐาน “ร่วมกันเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี”
วันเวลาที่ตรวจค้นจับกุม วันที่ 7 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 07.00 น. – 17.00 น.
พฤติการณ์ จากการสืบสวนขยายผลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 6 กองบังคับการปราบปราม พบความเชื่อมโยงสำคัญในคดีฉ้อโกงออนไลน์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหลายคดีทั่วประเทศ ซึ่งแม้แต่ละคดีจะดูแยกจากกัน แต่เส้นทางการเงินกลับมุ่งสู่กลุ่มบัญชีธนาคารของชาวบ้านในพื้นที่อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง เหมือนกันทั้งหมด ข้อมูลดังกล่าวจึงนำไปสู่การเปิดโปงเครือข่ายจัดหาบัญชีม้ารายใหญ่ที่มีชาวบ้านกว่า 30 คนในหมู่บ้านเดียวกันตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฉ้อโกงรวมกว่า 70 คดี สร้างความเสียหายรวมกว่า 21 ล้านบาท
รูปแบบการดำเนินงานของเครือข่าย (แผนประทุษกรรม) เครือข่ายนี้ทำงานอย่างเป็นระบบภายใต้การสั่งการของตัวการใหญ่ชาวต่างชาติ คือ MR. WEE KHAI WERN หรือ “อาเหวิน” โดยมีลำดับขั้นตอนการกระทำความผิด ดังนี้ การชักชวนและสร้างความหวัง: กลุ่มนายหน้าชาวไทย นำโดย นายเอกวิทย์ฯ (ผู้ต้องหา) จะทำหน้าที่ลงพื้นที่ชักชวนชาวบ้านในพื้นที่ อ.ศรีบรรพต อ้างว่าจะพาไปทำงานเป็นแม่บ้านหรือพนักงานกาสิโนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ปอยเปต ประเทศกัมพูชา หรือประเทศมาเลเซีย โดยเสนอค่าจ้างจูงใจที่ 10,000 – 20,000 บาท
เงื่อนไขการเปิดบัญชีม้า: ชาวบ้านที่จะเดินทางไปทำงานถูกบังคับให้ต้องเปิดบัญชีธนาคารหลายบัญชีพร้อมสมัครบัตร ATM และจัดทำหนังสือเดินทาง (Passport) เพื่อใช้ในการเดินทางข้ามแดน โดยมี นายวิภพฯ (ผู้ต้องหา) และ น.ส.ธนาภาฯ ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและพาชาวบ้านเดินทางไปยังจุดนัดพบชายแดน เช่น สุไหงโก-ลก หรือ อรัญประเทศ เพื่อส่งตัวข้ามฝั่งไปหาตัวการใหญ่
โรงงานผลิตบัญชีม้าและการกักขัง: ทันทีที่ข้ามพรมแดนไปถึงที่พัก หนังสือเดินทาง สมุดบัญชี และโทรศัพท์มือถือของชาวบ้านจะถูกยึดไว้ทั้งหมด ชาวบ้านจะถูกจำกัดอิสรภาพให้อยู่แต่ภายในบ้านพักตลอดเวลาจนกว่าบัญชีจะถูกอายัดหรือใช้งานไม่ได้ โดยหน้าที่หลักคือการถูกเรียกเข้าไปในห้องทำงานเพื่อ “สแกนใบหน้า” สำหรับยืนยันตัวตนในการอนุมัติธุรกรรมการโอนเงินมูลค่าสูงออกจากบัญชีของตนเอง ซึ่งเป็นเงินที่ได้จากการหลอกลวงผู้เสียหายรายอื่น ๆ
ความเสียหายที่เกิดขึ้น: บัญชีม้าในกลุ่มนี้ถูกนำไปใช้ในหลากรูปแบบ ทั้งการหลอกลงทุนแพลตฟอร์มและการหลอกยืมเงิน โดยพบว่าบางกรณีมีการโอนเงินเข้า-ออกบัญชีม้ากลุ่มนี้ถึง 13 ครั้ง ภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน สร้างความเสียหายต่อเหยื่อรายเดียวสูงถึง 3,066,712.30 บาท
ผลการปฏิบัติการ: ในวันที่ 7 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาระดับสั่งการและผู้สนับสนุนได้รวม 4 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางสำคัญ ได้แก่
1.โทรศัพท์มือถือรวมหลายเครื่อง
2.สมุดบัญชีธนาคารรวมกว่า 20 เล่ม และบัตร ATM
3.เอกสารรายละเอียดหมายเลขบัญชีธนาคาร 15 แผ่น และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก
4.หนังสือเดินทางของผู้ที่ถูกหลอกไปเปิดบัญชีจำนวนมาก
แม้ผู้ต้องหาบางส่วนจะให้การปฏิเสธหรือภาคเสธ โดยอ้างว่าถูกหลอกให้เปิดบัญชี แต่ด้วยพยานหลักฐานทั้งสลิปโอนเงินค่าจ้างและข้อมูลการติดต่อกับตัวการใหญ่ผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
ทั้งนี้ กองกำกับการ 6 กองบังคับการปราบปราม ได้จะขยายผลไปสู่บุคคลที่นำบัญชีม้าในเครือข่ายนี้ไปใช้เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอแจ้งเตือนประชาชน ว่าการรับจ้างเปิดบัญชีม้าหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคารและซิมโทรศัพท์มีความผิดตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ซึ่งมีโทษหนักทั้งจำและปรับ แม้จะอ้างว่าถูกหลอกหรือเห็นแก่ค่าจ้างเพียงเล็กน้อยก็ตาม

