โต้กลับทั้งกระดาน! “รองฯโจ๊ก”​ส่งทนายแจ้งความเอาผิดตำรวจชุดทำคดีสินบนทองคำ​ อ้างละเว้นหน้าที่-เลือกปฏิบัติ

360

ทนายความ “พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล” นำหลักฐานเข้าแจ้งความเอาผิดคณะพนักงานสอบสวน 2 ชุด ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หลังไม่แจ้งข้อหากับอดีตลูกน้องในคดีสินบนทองคำ 246 บาท ทั้งที่ยอมรับข้อเท็จจริงและมีพยานหลักฐานชัดเจน พร้อมตั้งข้อสงสัยการสอบสวนเลือกปฏิบัติ พาดพิงบุคคลหลายรายโดยยังไม่พิสูจน์ข้อเท็จจริง หวั่นกระทบสิทธิและความเป็นธรรมของ “รองโจ๊ก”

วันนี้ (6 ม.ค.69) ที่ สน.พหลโยธิน นายสัญญาพัชระ สามารถ ทนายความพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.เข้าแจ้งความ เพื่อให้ดำเนินคดีกับคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน 2 ชุด ชุดแรกคือคณะตามคำสั่ง ตร. 580/2568 ซึ่งมี พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นหัวหน้า และ พ.ต.อ.เอกชัย วิเชียร รองผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 9 รักษาราชการแทนผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ชุดที่ 2 คือ คณะตามคำสั่ง บช.ก. 343/2568 นำโดย พล.ต.ต. สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นหัวหน้า และ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเป็นรองหัวหน้าคณะ ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากการไม่แจ้งข้อหากับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ลูกน้องเก่าของ “บิ๊กโจ๊ก” ในคดีสินบนทองคำน้ำหนัก 246 บาท ทั้งที่เจ้าตัวยอมรับและมีหลักฐานกระทำความผิดชัดเจน แต่กลับมีความพยายามจะกันไว้เป็นพยาน

ทนายความ เปิดเผย ว่า จากที่ได้ร่วมฟังการสอบสวน “รองโจ๊ก” เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.68 พบว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ แจ้งข้อหากับ รองโจ๊ก โดยอ้างอิงตามคำกล่าวอ้างของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ว่าได้ไปรับทองคำและนำไปมอบให้กับกรรมการ ป.ป.ช. ท่านหนึ่ง ก็คือรับในข้อเท็จจริงส่วนของตัวเอง และยังมีการกล่าวพาดพิงไปยังบุคคลอื่นอีก 6 คน ทั้งที่ยังไม่มีการตรวจสอบพิสูจน์หลักฐานข้อเท็จจริงใด ๆ ว่ากระทำความผิดจริงหรือไม่ ซึ่ง รองโจ๊กก็เป็นหนึ่งในนั้น

ทนายความตั้งข้อสงสัยและข้อ พิรุธ ทางคดีว่า ทั้งที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ยอมรับแล้ว เป็นผู้นำทองคำไปมอบให้กับกรรมการ ป.ป.ช. แต่คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนทั้ง 2 ชุดก็ยังไม่มีการแจ้งข้อหากับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ทั้งที่ตามขั้นตอนแล้ว แม้จะกันไว้เป็นพยาน ก็ต้องแจ้งข้อหาให้เป็นผู้ต้องหาก่อน อีกทั้งการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับอำนวยการขึ้นไป ในคดีที่มีอัตราโทษสูง ก็ควรจะเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ดำเนินการ ไม่ใช่อำนาจของพนักงานสอบสวน

และหากกรณีที่ ป.ป.ช. ส่งคืนสำนวนกลับมาให้พนักงานสอบสวน ชุดที่ทำคดีนี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนปัจจุบัน และแต่ละท่านก็ล้วนแล้วแต่เป็นคู่กรณีของ “รองโจ๊ก” ทั้งสิ้น หาก ป.ป.ช. ส่งคืนสำนวนมา ก็กลัวว่า รองโจ๊ก จะไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนั้นตนเองก็จะไปยื่นคัดค้านกับ ป.ป.ช. เรื่องการส่งคืนสำนวนด้วย

ส่วนประเด็นที่กำลังเป็นกระแสอย่างคลิปหลักฐานที่ตำรวจสอบสวนกลางนำมาเปิดเผยวันนี้ ส่วนตัวไม่หนักใจ เพราะในคลิปก็ไม่ได้ปรากฎภาพ และเนื้อหาก็ไม่เห็นมีส่วนใดที่เกี่ยวกับ “รองโจ๊ก”สิ่งที่ต้องพิจารณาคือคลิปดังกล่าวไม่ต่อเนื่อง อาจมีการตัดต่อ หรือบิดเบือนข้อมูล ไม่อาจการันตีได้ว่ามีการส่งมอบทองจริงหรือไม่ ซึ่ง รองโจ๊ก ยืนยันปฏิเสธทุกประเด็น แต่รายละเอียดต่าง ๆ จะขอไปให้การในชั้น ป.ป.ช.

ทนายความ ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า กรณีคนขับรถของกรรมการ ป.ป.ช. ที่ไปแจ้งความว่าถูกอุ้มเพื่อไปให้การ จะเข้าข่าย พ.ร.บ.อุ้มหายหรือไม่ เพราะหากเป็นการกระทำโดยมิชอบ แล้วคำให้การที่เกิดจากการถูกบังคับ ไม่ยินยอม จะนำมาใช้ปรักปรำ บิ๊กโจ๊ก ได้หรือไม่

ทนายความย้ำด้วยว่า กำลังพิจารณาเรื่องการแจ้งความกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ แต่ขอไปดูรายละเอียดและรูปสำนวนให้ชัดเจนก่อน หากมีการพาดพิงถึงเรื่องที่ไม่เป็นความจริง ก็ต้องแจ้งความตามขั้นตอน