“ผักปลาบช้าง ดอกม่วงริมธาร สมุนไพรพื้นบ้านที่ธรรมชาติซ่อนไว้”

526

ท่ามกลางผืนป่าชุ่มน้ำและริมลำธาร มีพืชเล็ก ๆ ดอกสีม่วงอ่อนผลิบานอย่างเงียบงัน น้อยคนจะรู้ว่า “ผักปลาบช้าง” ไม่ได้เป็นเพียงหญ้าริมน้ำ หากแต่เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ผูกพันกับวิถีชุมชนไทยมาช้านาน

ผักปลาบช้าง : ความงามเรียบง่ายที่มากกว่าพืชริมทาง

ในพื้นที่ชุ่มชื้น ริมฝั่งน้ำ หรือชายป่าดิบของประเทศไทย มักพบพืชล้มลุกอายุหลายปีชนิดหนึ่งทอดตัวขึ้นอย่างอ่อนช้อย นั่นคือ ผักปลาบช้าง หรือในชื่อวิทยาศาสตร์ Floscopa scandens Lour. พืชพื้นถิ่นของทวีปเอเชียที่เติบโตได้ดีในดินชื้นและพื้นที่มีน้ำขัง

ผักปลาบช้างมีลำต้นตั้งตรงหรือทอดเลื้อยบริเวณโคน สูงตั้งแต่ประมาณ 30 ถึง 100 เซนติเมตร ข้อปล้องปรากฏชัด ใบเดี่ยวรูปหอก มีขนปกคลุมทั้งสองด้าน ให้สัมผัสสากมือเล็กน้อยแต่แฝงด้วยความแข็งแรงตามธรรมชาติ

เมื่อถึงฤดูออกดอก ปลายยอดจะชูช่อดอกสีม่วงหรือชมพูม่วงอย่างโดดเด่น ดอกย่อยมี 3 กลีบ และเกสรเพศผู้ยาว 6 อันโผล่พ้นกลีบดอก เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ผักปลาบช้างดูงดงามไม่แพ้ไม้ดอกประดับใด ๆ ในป่า

แม้จะเป็นพืชชนิดเดียวกัน แต่ผักปลาบช้างกลับมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามภูมิภาค สะท้อนความใกล้ชิดระหว่างพืชกับผู้คน เช่น​ ผักเบี้ยว ในจังหวัดเชียงราย, ผักปลาบดง, หญ้าปล้องขน ในจังหวัดนครราชสีมาและปลายร้าง ในบางท้องถิ่น​ ชื่อที่หลากหลายเหล่านี้คือร่องรอยของภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่เรียนรู้ธรรมชาติจากการใช้จริง ไม่ใช่จากตำรา

มากกว่าความสวยงาม ผักปลาบช้างยังมีคุณค่าด้านสมุนไพร ทั้งต้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ น้ำคั้นจากต้นสดนิยมใช้หยอดตาแก้อาการตาเจ็บ ขณะที่ในบางชุมชน ผักปลาบช้างถูกนำไปเป็นส่วนผสมในตำรับยาบำรุงร่างกายของสตรีหลังคลอด สะท้อนบทบาทของพืชพื้นบ้านที่อยู่คู่การดูแลสุขภาพแบบดั้งเดิม

วันนี้ ผักปลาบช้างยังคงขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่อนุรักษ์ เช่น อุทยานแห่งชาติคลองลาน เป็นเสมือนเครื่องเตือนใจว่า ธรรมชาติไม่ได้มอบเพียงความงามให้เรา แต่ยังมอบภูมิปัญญาและการเยียวยาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น หากมนุษย์รู้จักมอง เห็นคุณค่า และรักษาไว้ก่อนจะเลือนหายไปตามกาลเวลา