หน้าแรกเศรษฐกิจ-การเงิน"เคอร่า"จัดประชุมเชิงวิชาการ“การวิจัยและพัฒนาสมุนไพรไทย เพื่อก้าวสู่ระดับนานาชาติ”

“เคอร่า”จัดประชุมเชิงวิชาการ“การวิจัยและพัฒนาสมุนไพรไทย เพื่อก้าวสู่ระดับนานาชาติ”

“เคอร่า”จัดประชุมเชิงวิชาการ “การวิจัยและพัฒนาสมุนไพรไทย เพื่อก้าวสู่ระดับนานาชาติ”โดยสถาบันเวชศาสตร์สมุฏฐาน(VEDCHASART SAMUDTHARN INSTITUTE)

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม 2566 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวไทยแทบลอยด์ รายงานว่า รศ.ดร.ภก. สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ ประธานในพิธี ผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรของสหประชาชาติ และ “ดร.ภัทร์ หนังสือ”
แพทย์และเภสัชกรแผนไทยพร้อมด้วยทีมวิจัยได้นำเสนอผลงานการวิจัยที่สำคัญของตำรับยาสมุนไพร “เคอร่า” จำนวน 6 เรื่องที่สำคัญ  ดังนี้

  1. ผลการทดสอบสมุนไพรตำรับเคอร่าในห้องปฏิบัติการชีวเคมี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของยาเคอร่าในหลายด้าน  พบฤทธิ์ในการยับยั้งไวรัสชนิดต่าง ๆ กว้างขวาง ฤทธิ์ป้องกันไวรัสเข้าสู่เซลล์ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต้านมะเร็ง  ฤทธิ์ทำให้เซลล์มะเร็งตาย  กล่าวคือ
       1.1 ในด้านการยับยั้งไวรัส พบประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อไวรัสโคโรนา(SARS-CoV-2) โดยกลไกการยับยั้งเอนไซม์ขยายตัวไวรัส main protease ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าฟ้าทะลายโจรถึง 600 เท่า สูงกว่ายา Ritronavir 500 เท่า รวมทั้งยับยั้งกลไกการขยายตัวเชื้อไวรัสโคโรนา(SARS-CoV-2)  ชนิด RdRp ที่มีประสิทธิภาพมากกว่ายา Favipiravir นอกจากนี้ พบฤทธิ์ป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา(SARS-CoV-2) เข้าสู่เซลล์ โดยพบว่ายาเคอร่าสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อโดยกลไกการป้องกันไวรัสเข้าสู่เซลล์ โดยที่ความเข้มข้น 0.5 mg./ml. สามารถป้องกันไวรัสเข้าสู่เซลล์ได้ถึง 90% ซึ่งมีศักยภาพที่น่าจะทำการศึกษาต่อไปในด้านการใช้ประโยชน์ในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา(SARS-CoV-2) ต่อไป และยังพบประสิทธิภาพการยับยั้งไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ A (H1N1) ไวรัสไข้เลือดออก (Dengue) ไวรัสเอดส์ HIV ไวรัสเริม Herpes Simplex ไวรัส HPV16 และ HPV18 ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญของมะเร็งปากมดลูก รวมทั้งไวรัสที่ระบาดในสัตว์ คือ Feline Infectious Peritonitis  (FIP) ในแมวที่ก่อให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุช่องท้อง  และไวรัสเอดส์แมว FIV (Feline Immunodeficiency Virus)  ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่องเหมือนกับโรคเอดส์ในมนุษย์
        1.2 พบฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ โดยกลไกการยับยั้งไซโตไคน์ที่ก่อการอักเสบ คือ IL-1b, IL-6 และ TNF-alpha ซึ่งไซโตไคน์เหล่านี้มีผลทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบในผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา(SARS-CoV-2) ที่เรียกว่า พายุไซโตไคน์ รวมถึงมีผลต่อภาวะการอักเสบในร่างกายของผู้ป่วยหลายโรค เช่น SLE, รูห์มาตอยด์ เป็นต้น
       1.3 พบฤทธิ์การลดความดันโลหิต โดยการยับยั้งเอนไซม์ ACE (Angiotensin-Converting Enzyme)
       1.4 พบฤทธิ์ต้านมะเร็ง โดยการยับยั้งโปรตีน EGFR ที่เกี่ยวข้องกับส่งเสริมการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งทางเดินปัสสาวะ มะเร็งปอด, มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งเต้านม โดยพบว่ายาเคอร่าที่ความเข้มข้น 100 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร มีประสิทธิภาพการยับยั้งโปรตีน EGFR ได้เทียบเท่ายา Erlotinib ซึ่งเป็นยารักษามะเร็งแบบมุ่งเป้าที่ความเข้มข้น 1ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และพบฤทธิ์ในการกระตุ้นโปรตีนชนิด P53 หรือ tumor protein 53 ซึ่งเป็น transcription factor ที่ควบคุมวงรอบของเซลล์ และยังมีหน้าที่ยับยั้งเนื้องอกด้วย ทำให้ p53 มีความสำคัญในการยับยั้งมะเร็งของสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์
             
    นอกจากนั้นพบฤทธิ์การทำให้เซลล์มะเร็งตายเองแบบ Apoptosis โดยกลไกการกระตุ้นโมเลกุลสวิทช์ที่ชื่อว่า Caspase-8 และ Caspase-9 ซึ่งเป็นสวิตช์ระดับโมเลกุลสำหรับการตายของเซลล์แบบอะพอพโตซิส ซึ่งในเซลล์มะเร็งจะมีการสูญเสียโมเลกุลนี้ ทำให้เซลล์มะเร็งเติบโตอย่างต่อเนื่องและไม่ตาย  โดยความเข้มข้นที่สามารถทำให้เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิด HCT116 ตายครึ่งหนึ่งคือ 73 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ซึ่งเป็นค่าความเข้มข้นที่นับว่ามีประสิทธิภาพและน่าสนใจสำหรับการวิจัยพัฒนาเป็นตำรับสมุนไพรสำหรับโรคมะเร็งต่อไป
     
    2  ผลวิจัยเรื่อง การศึกษาความปลอดภัยจากการรับประทานยาแคปซูลสมุนไพรตำรับเคอร่าในอาสาสมัครสุขภาพดี โดย ผศ.ดร.สุริยัน สุขติ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และคณะ ในกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครสุขภาพดี ผลการวิจัยพบว่า  การรับประทานยาแคปซูลเคอร่า 8 แคปซูลต่อวัน คิดเป็นปริมาณ  4,000 มก.ต่อวัน เป็นเวลา 14 วันติดต่อกัน มีความปลอดภัย  โดยเมื่อเปรียบเทียบผลการตรวจเลือดการทำงานของตับ ไต ค่าเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว ค่าโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ คือ CRP (C-reactive protein)  และค่าการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง  ก่อนรับประทานเปรียบเทียบกับหลังรับประทานยา ไม่พบความเปลี่ยนแปลงหรือความผิดปกติในด้านความเป็นพิษ  ไม่พบอาการไม่พึงประสงค์หรือความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติ

3 ผลวิจัยเรื่อง การศึกษาเปรียบเทียบการได้รับยาป้องกันในกลุ่มผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อเชื้อโรคโควิด-19 ที่ความเสี่ยงสูง ด้วยสมุนไพรตำรับเคอร่า เปรียบเทียบกับ ฟ้าทะลายโจร และการได้รับวัคซีน โดย ดร.ภก.พยงค์ เทพอักษร และคณะ กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้นจำนวน 2,157 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่ได้รับสมุนไพรตำรับเคอร่า จำนวน 1,098 คน (50.9%) ฟ้าทะลายโจร จำนวน 848 (39.3%)  และ ได้รับการฉีดวัคซีนจำนวน 211 (9.8%) ตามลำดับ พบมีการติดเชื้อจำนวน 247 คน (11.5%) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่สัมผัสผู้ติดเชื้อและมีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อโรคโควิด-19 ที่รับประทานยาฟ้าทะลายโจร หรือผู้ที่ได้รับวัคซีนมีอัตราการติดเชื้อสูงกว่าผู้ที่รับประทานสมุนไพรตำรับเคอร่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01)

4 ผลวิจัยเรื่อง ประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาสมุนไพรตำรับเคอร่าต่อลักษณะอาการของผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา(SARS-CoV-2) ระยะเริ่มต้น โดยนายแพทย์รังสรรค์ บุตรชา นายแพทย์เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลประชาธิปัตย์และคณะ  กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรคโควิด-19 ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลประชาธิปัตย์จำนวน 230 คน โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มที่รับประทานยาสมุนไพรตำรับเคอร่าและกลุ่มที่รับประทานยาโมลนูพิราเวียร์ ผลวิจัยพบว่าทั้งสองกลุ่มมีอาการของโรค โควิด-19 ดีขึ้น ไม่มีการส่งต่อเพื่อรับการรักษาอาการที่รุนแรงมากขึ้น และไม่พบผู้เสียชีวิต สรุปได้ว่าผู้ป่วยโรค โควิด-19 ที่รับประทานยาโมลนูพิราเวียร์ หรือสมุนไพรตำรับเคอร่า มีประสิทธิภาพการรักษาไม่แตกต่างกัน จึงนับว่าสมุนไพรเป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19

5 ผลวิจัยเรื่อง การศึกษาย้อนหลัง ผลของสมุนไพรตำรับเคอร่าต่อลักษณะทางคลินิกของโรคโควิด-19 ของผู้ติดเชื้อเข้าข่ายโรคโควิด-19 แยกกักตัวที่บ้าน โดย ดร.สุวรรณี สร้อยสงค์และคณะ ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ติดเชื้อโรค โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า โดยทำการศึกษาย้อนหลัง จากกลุ่มผู้ติดเชื้อเข้าข่ายโรคโควิด-19 ในจังหวัดปทุมธานี ที่ได้รับสมุนไพรตำรับเคอร่า จำนวน 2,510 คน ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังจากที่ได้รับสมุนไพรตำรับเคอร่าพบอาการภายใน 7 วัน คิดเป็นร้อยละ 67 โดยในระหว่างการรักษาไม่พบว่ามีอาการลุกลามเพิ่มขึ้น ไม่มีการใช้เครื่องช่วยหายใจ ไม่มีผลข้างเคียงที่สำคัญ ไม่มีการส่งผู้ป่วยต่อ และไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 หลังจากได้รับประทานยาสมุนไพรตำรับเคอร่า

6 ผลวิจัยเรื่อง เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและประสิทธิผลการใช้สมุนไพรเคอร่ากับยาฟาวิพิราเวียร์ ในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโรคโควิด-19

โดย ดร.ผุสดี สระทอง และคณะ  กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรค โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า ที่เข้ารับการรักษาในเครือข่ายโรงพยาบาลประชาธิปัตย์ จังหวัดปทุมธานี และองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี จำนวน 4,399 คน ใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ จำนวน 2,838 คน ใช้สมุนไพรตำรับเคอร่า จำนวน 2,510 คน พบว่ามีผู้ที่รับยาฟาวิพิราเวียร์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสนามภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลประชาธิปัตย์และโรงพยาบาลประชาธิปัตย์ จำนวน 2,799 คน มีเหนื่อยต้องให้ออกซิเจนออกซิเจนจำนวน 77 คน ในขณะที่ผู้ที่ใช้สมุนไพรตำรับเคอร่ารับยาและพักรักษาตัวที่บ้านไม่พบผู้ส่งต่อที่มีอาการรุนแรงมากขึ้น เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายในการรักษา พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 19,784.14 บาท ส่วนสมุนไพรตำรับเคอร่ามีค่าใช้จ่าย เฉลี่ยคนละ 750 บาท  
ซึ่งผลการวิจัยทั้งหมดจะได้นำเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรพัฒนาที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคโควิด19  อันจะเป็นการส่งเสริมการใช้สมุนไพรภายในประเทศให้แพร่หลาย และส่งออกสู่ระดับนานาชาติต่อไป

#สำนักข่าวไทยแทบลอยด์ สื่อออนไลน์ ที่ยึดถือจรรยาบรรณครบถ้วน

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img