เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม วันนี้ 27 สิงหาคม ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามทุจริต และพฤติกรรมโดยมิชอบ (บก.ปปป.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยถึงกรณีการจับกุมนายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ “นายกเฮง” อดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย พร้อมนางนวพร ปรือปรัง เจ้าหน้าที่ อบต.แห่งหนึ่งใน จ.ศรีสะเกษ กรณีเรียกรับเงิน 650,000 บาท โดยอ้างเป็นค่าดำเนินการช่วยเหลือสอบบรรจุเข้ารับราชการท้องถิ่น
โดยพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ตำรวจได้ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหากลุ่มจ.ส.ต.พิชิต ทั้งพรม ไปแล้ว ขณะที่ ป.ป.ช. ได้แต่งตั้ง บก.ป.และบก.ปปป. เป็นผู้ช่วยพนักงานไต่สวนในคดีดังกล่าว ส่วนการจับกุมครั้งนี้เกิดจากผู้เสียหายในจังหวัดศรีสะเกษเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อนายประวิทย์ โดย บก.ปปป. รับเรื่องไว้ดำเนินการ เนื่องจากเป็นนโยบายให้ผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือคดีที่มีความล่าช้า สามารถเข้าร้องทุกข์กับกองปราบปรามหรือ บก.ปปป. ได้เป็นรายกรณี และหากเข้าข่ายทุจริตก็จะส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. นำไปรวมกับสำนวนหลัก
สำหรับพฤติการณ์ พบว่านายประวิทย์ทำหน้าที่เป็นนายหน้าในการรับคนเข้าสอบ โดยมีนางนวพร ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดและลูกน้อง ทำหน้าที่ติดต่อและชักชวนผู้เข้าสอบ รวมถึงรวบรวมเงิน โดยมีผู้เสียหายในสายดังกล่าวเฉพาะรอบปีงบประมาณ 2568 แต่เรียกรับเงินในปี 2567 มีจำนวนมากกว่า 100 คน
และจากข้อมูลการสืบสวน พบว่ามีผู้เข้าสอบประมาณ 57 คน มีชื่ออยู่ในบัญชีผู้สอบได้ และได้รับบรรจุในปี 2569 อีกทั้งยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ไขข้อสอบ ขณะที่ผู้ที่จ่ายเงินแล้วแต่ไม่มีชื่อสอบได้ มีประมาณ 40 กว่าคน โดยแต่ละรายจ่ายเงินประมาณ 650,000 บาท และส่วนใหญ่ได้ไปแจ้งความในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ในข้อหาฉ้อโกง ทั้งนี้ ผู้เสียหายที่เข้าร้องทุกข์กับ บก.ปปป. ในคดีนี้ขณะนี้มี 1 ราย
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เชื่อว่า กลุ่มผู้สอบได้ประมาณ 57 คน น่าจะมีการจ่ายเงินในลักษณะดังกล่าวครบจำนวนแล้ว ส่วนกลุ่มที่สอบไม่ได้ประมาณ 40 กว่าคน ได้ทวงถามเงินคืนจากนายประวิทย์ แต่นายประวิทย์มีพฤติการณ์บ่ายเบี่ยงและหลบหนีออกจากพื้นที่
ส่วนข้อกล่าวอ้างที่นายประวิทย์กล่าวว่าสามารถแก้ไขคำตอบหรือทำคะแนนสอบได้นั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า นายประวิทย์ให้ความร่วมมือบางส่วน และตำรวจยังต้องสืบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ขณะที่เมื่อถามว่าผู้สอบได้ 57 คนจะถูกดำเนินคดีด้วยหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า ต้องเรียกมาสอบสวนเป็นรายบุคคลก่อน เพื่อพิจารณาว่าการจ่ายเงินและการสอบได้เกิดจากเจตนาทุจริตหรือไม่ โดยยังไม่สามารถสรุปได้ว่าทั้งหมดจ่ายเงินเพื่อให้สอบได้ เพราะบางคนอาจสอบได้ด้วยความสามารถของตนเอง ขณะที่บางรายอาจมีการแก้ไขข้อสอบ
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวอีกว่า ในกลุ่มดังกล่าว นางนวพรมีบทบาทในการรวบรวมเงิน ขณะที่นายประวิทย์มีข้อมูลว่าสามารถดำเนินการเกี่ยวกับการสอบได้ จึงถูกดำเนินคดีในลักษณะร่วมกัน และตำรวจพบข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับเส้นทางเงินและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยยืนยันว่าจะมีการดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมเฉพาะในกลุ่มคดีนี้ แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อรูปคดี
สำหรับความเชื่อมโยงกับกลุ่มจ.ส.ต.พิชิต พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า “มีหลักฐานชัดเจนว่ามีความเชื่อมโยงกัน” แต่ยังไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นความเชื่อมโยงในด้านใด พร้อมย้ำว่าไม่ควรนำทั้งสองคดีมาเปรียบเทียบกันโดยตรง เพียงแต่มีการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปแล้วกับกลุ่มที่ถูกจับกุมครั้งนี้
ส่วนประเด็นที่นายประวิทย์อ้างว่าไลน์ถูกปลอมแปลง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ต้องสอบสวนให้แน่ชัดก่อน โดยตำรวจพบว่ามีตัวละครอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง และอาจมีพยานหลักฐานอื่นที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
เมื่อถามว่ามีบุคคลที่อยู่สูงกว่านายประวิทย์หรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า คดีนี้จะต้องดำเนินการต่อ และเมื่อแล้วเสร็จจะส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ภายในกรอบเวลาไม่เกิน 30 วัน เพื่อรวมกับสำนวนหลักของ ป.ป.ช. ซึ่งสามารถพิจารณากันบุคคลบางรายไว้เป็นพยาน เพื่อขยายผลไปถึงตัวการใหญ่ได้ โดยเชื่อว่าการดำเนินการจะสามารถไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังในระดับที่สูงกว่าผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในวันนี้
ส่วนข้อกังวลว่าคดีจะถูกดำเนินการเพียงในข้อหาฉ้อโกงหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยืนยันว่า ตำรวจมองพฤติการณ์ของผู้ต้องหาทั้ง 2 คนเข้าข่ายทุจริตในลักษณะเป็นตัวกลางเรียกรับเงิน และนำเงินไปจ่ายให้เจ้าหน้าที่รัฐ
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังยืนยันว่า การดำเนินคดีไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือดิสเครดิตพรรคการเมือง เนื่องจากผู้เสียหายเป็นผู้เข้าร้องทุกข์กับตำรวจเอง โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางทำงานตามหลักตรงไปตรงมา ไม่ได้เลือกปฏิบัติต่อบุคคลหรือพรรคการเมืองใด
ทั้งนี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า คดีดังกล่าวเป็นเพียงส่วนย่อยจากสำนวนการไต่สวนหลักของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เริ่มต้นตรวจสอบเรื่องทุจริตดังกล่าว และขอกำลังจาก บก.ปปป. เข้ามาดำเนินการตรวจค้นและสืบสวน โดยตำรวจสอบสวนกลางจะเดินหน้าดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามพยานหลักฐาน พร้อมเชื่อว่าเมื่อ ป.ป.ช. ดำเนินการในสำนวนหลัก จะสามารถขยายผลไปถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับที่ใหญ่กว่านี้ได้
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานข้อมูลเชิงลึกจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ว่า สำหรับ 57 คนที่อยู่ในสายของนายประวิทย์นั้น ทั้งหมดได้มีการแก้คะแนนสอบ และยังเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่อยู่ในกลุ่ม กว่า 5,900 คน ที่มีรายชื่อเกี่ยวข้องกับการโกงสอบท้องถิ่น



