นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุยว่ารัฐบาลตั้งเป้าหมายระยะยาว 12 ปี ไทยจะก้าวสู่ประเทศที่มีรายได้สูงและระยะปานกลางจะยกระดับความสามารถของประเทศเป็นหนึ่งในยี่สิบของโลกภายในปี 2573

ถ้าทำได้จริงถือว่าเป็นข่าวดีของคนไทยที่จะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ตอนนี้ชาวบ้านระดับกลางถึงรากหญ้าไม่อยากรอถึงตอนนั้น เพราะขณะนี้อยู่กันแบบกระเบียดกระเสียดเต็มที ยิ่งมองถึงอนาคตยังมืดมน เนื่องจากยังไม่เห็นว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะวางนโยบายสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างไร ?
แต่ที่ต้องการ ณ เวลานี้อยากให้บรรดารัฐมนตรีและ สส.ช่วยสำรวจว่าในแต่ละอำเภอหรือแต่ละชุมชนที่รัฐบาลเคยวางนโยบายไว้พร้อมก่อสร้างสถานที่ต่างๆเพื่อให้คนในชุมชนใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินสร้างรายได้เข้ากระเป๋า ที่สร้างเสร็จแล้วแต่ยังไม่เปิดดำเนินการ ด้วยการเข้าไปดูแลพร้อมแก้ปัญหาให้สามารถดำเนินการได้ ซึ่งมีอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
ขอยกตัวอย่างสกายวอล์ค อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี สร้างด้วยงบประมาณกว่าร้อยล้านบาทเคยเปิดให้ทดลองใช้แล้ว แต่ทุกวันนี้กลับปิดเงียบและส่อว่าจะทรุดโทรมไปเรื่อย ๆ
ซึ่งวันอาทิตย์ที่ผ่านมา “จอมมารน้อย” ไปท่องเที่ยวเมืองสุพรรณบุรี เป้าหมายไปเดินบนสกายวอล์ค เมืองอู่ทอง แต่ดูข้อมูลไม่รอบคอบพอไปถึงพบว่าไม่เปิดให้บริการ มีแต่บริการนั่งรถกอล์ฟขึ้นไปสักการะพระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิหรือหลวงพ่ออู่ทอง พระพุทธรูปแกะสลักหน้าผา พร้อมชมทัศนียภาพบริเวณพุทธมณฑล เท่านั้น
จึงบอกกับพนักงานขับรถกอล์ฟที่ให้บริการว่าตั้งใจว่าจะมาเดินบนสกายวอล์ค ทางพนักงานฯบอกว่านักท่องเที่ยวทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์มีเป้าหมายมาเดินบนสกายวอล์คเพื่อชมทิวทัศน์ทั้งสิ้น แต่ต้องผิดหวัง พร้อมกับบอกว่าเปิดทดลองให้บริการชั่วคราว ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2568- 2 มกราคม 2569 แล้วไม่เปิดบริการอีกเลย ก่อสร้างด้วยงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท แต่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร
“ช่วงที่กำลังก่อสร้างมีการจัดสถานที่ให้ชาวบ้านนำสินค้ามาวางขายสร้างรายได้ให้กับชุมชน รวมถึงจัดรถกอล์ฟให้บริการใช้คนในพื้นที่เป็นผู้ขับขี่ ทุกวันนี้เงียบเหงามาวันหยุดเสาร์อาทิตย์หรือเทศกาล มีนักท่องเที่ยวน้อยมาก ยิ่งในภาวะที่น้ำมันแพง นักท่องเที่ยวลดน้อยลงไปอีก ถ้าสกายวอล์คเปิดให้บริการเชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาแน่นอนเพราะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก” พนักงานขับรถฯ ระบุ
ครั้นสอบถามถึงสาเหตุที่ปิดบริการ พนักงานขับรถฯบอกว่าไม่มีข้อมูลเยอะ ทราบแต่เพียงว่าเกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยรัฐ โดยพื้นที่ก่อสร้างเป็นของกรมป่าไม้ การท่องเที่ยวฯ จัดงบประมาณก่อสร้าง พอสร้างเสร็จการท่องเที่ยวฯจะมอบให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี บริหารจัดการเก็บค่าใช้บริการ เพื่อนำรายได้เป็นค่าบำรุงรักษา แต่กรมป่าไม้ กลับมีนโยบายให้ใช้บริการฟรี
“สกลายวอล์คเลยปิดบริการ จนถึงขณะนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะเปิดใช้เมื่อใด ถ้านายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ยังไม่ตายคงได้เปิดใช้แล้วบริการ เพราะนายบรรหารเป็นผู้ริเริ่มให้ก่อสร้างเพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยว” พนักงานขับรถสาธยาย
เมื่อถามว่านายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่ากระทรวงอุตสาหกรรม ลูกชายนายบรรหาร ไม่คิดจะช่วยแก้ปัญหาให้หรือ? พนักงานขับรถฯบอกว่าไม่ทราบ แต่คิดว่าคงไม่คิดจะช่วยอะไรถ้านายบรรหารยังอยู่คงจบแล้ว
ก่อนจบการสนทนาพนักงานขับรถฯ บอกแบบเสียงอ่อย ๆ ว่า ชาวบ้านอย่างพวกเราทำอะไรได้ไม่มาก หวังจะมีรายได้เพิ่มก็สิ้นหวัง จึงได้แต่รอลุ้นว่ารัฐบาลจะยื่นมือช่วยเมื่อใด
เพื่อให้ทราบที่มาของโครงการ “จอมมารน้อย” ค้นข้อมูลจากโซเซียลพบว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้อู่ทองเป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมตั้งวันที่ 1 พฤษภาคม 2555 โดยองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์มหาชน) หรือ อพท. สำนักงานพื้นที่พิเศษ 7 (อพท.7) ได้ทำโครงการ มีการสำรวจสถานที่ ขณะนั้นนายบรรหาร บทบาทสำคัญ สรุปก่อสร้างบริเวณปัจจุบัน มีทั้งพระพุทธรูปแกะสลักและสกายวอล์ค
การก่อสร้างแบ่งเป็นสองส่วน แบ่งเป็นพุทธมณฑลมีพระพุทธรูปแกะสลักใช้งบประมาณ 90 ล้านบาท ส่วนที่สอง สกายวอล์คยาวประมาณ 500 เมตร สูง 32 เมตร ยาวที่สุดในประเทศไทย เริ่มก่อสร้างปี 2563 เสร็จสิ้นปี 2568 ใช้งบประมาณ 153 ล้านบาท
ในส่วนของพุทธมณฑลเปิดให้บริการแล้ว แต่สกายวอล์คหมุดหมายสำคัญที่นักท่องเที่ยวต้องเดินทางไปเยือน ยังไม่รู้อนาคตว่าจะเป็นให้บริการเมื่อใด ชาวบ้านที่หวังจะสร้างรายได้จากการบริการหรือค้าขายอยู่ในภาวะฝันแบบลม ๆ แล้ง ๆ
แต่ยังแอบหวังลึก ๆ ว่านายวราวุธ จะสวมวิญญาณเตี่ย ช่วยเร่งแก้ปัญหาให้เพราะทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีสังกัดพรรคเดียวกับนายวราวุธ คือ พรรคภูมิใจไทย
หากนายวราวุธ ไม่สามารถประสานแก้ปัญหาได้ นอกจากจะทำให้ชาวสุพรรณบุรีรู้สึกพึ่งพาไม่ได้แบบนายบรรหารแล้ว ยังปล่อยงบประมาณมูลค่าถึง 153 ล้านบาทสูญเปล่าอีกด้วย !!!


