หน้าแรกสังคม"ชัชชาติ” ชูนโยบายสูงวัยครบวงจร ไม่ใช่แค่เบี้ยยังชีพ ดัน ‘มีงานทำ-ไม่เหงา-ไม่ป่วย’ ทั่วกรุง

“ชัชชาติ” ชูนโยบายสูงวัยครบวงจร ไม่ใช่แค่เบี้ยยังชีพ ดัน ‘มีงานทำ-ไม่เหงา-ไม่ป่วย’ ทั่วกรุง

ไม่ใช่แค่เพิ่มเบี้ย แต่สร้างระบบให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้จริง “ชัชชาติ” เบอร์ 9 เปิดนโยบาย “สูงวัยไม่เหงา ไม่ป่วย มีงานทำ” ดูแลสุขภาพถึงบ้าน ผ้าอ้อมฟรี บ้านปลอดภัย โรงเรียนผู้สูงอายุครบ 50 เขต เกษียณ Marketplace เปลี่ยนทักษะของป้า ลุง อากง อาม่า ให้กลายเป็นงานและรายได้
.
12 มิถุนายน 2569 – นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่โรงเรียนผู้สูงอายุยานนาวา ณ วัดทองบน เขตยานนาวา เพื่อพบปะผู้สูงอายุและนำเสนอนโยบายดูแลผู้สูงอายุของกรุงเทพมหานคร
.
บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น โดยมีผู้สูงอายุจำนวนมากให้การต้อนรับ จับมือให้กำลังใจ และบอกว่า จะเลือกหมายเลข 9 ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในวันที่ 28 มิ.ย. ที่จะถึงนี้
.
ชัชชาติกล่าวว่า กรุงเทพฯ กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีผู้สูงอายุประมาณ 1.3 ล้านคน คิดเป็น 21.6% ของประชากร สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศที่อยู่ประมาณ 20% จึงต้องดูแลอย่างเป็นระบบ ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และโอกาสทางเศรษฐกิจ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ กทม. ต้องดูแลเป็นอย่างมาก
.
สำหรับสิ่งที่ต้องเร่งทำคือการทำให้ผู้สูงอายุ “ไม่เหงา ไม่ป่วย และมีงานทำ-มีเงินใช้” โดยไม่ใช่เพียงการแจกเงิน แต่เป็นการสร้างระบบสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดี มีสังคม มีพื้นที่เรียนรู้ และยังใช้ทักษะที่มีอยู่สร้างรายได้ได้จริง
.
ด้านสุขภาพกาย ชัชชาติกล่าวว่า กทม. จะพัฒนาโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียนให้เป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจร หรือ Aging Institute & Integrated Palliative Care Center เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านการดูแล ฟื้นฟู และวางแผนชีวิตผู้สูงอายุแบบครบวงจร ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิตช่วงท้ายของชีวิต
.
ศูนย์ดังกล่าวจะครอบคลุมการตรวจประเมินสุขภาพ การฟื้นฟูร่างกาย การวางแผนดูแลระยะยาว การดูแลแบบ Palliative Care โดยทีมสหวิชาชีพ พื้นที่พักฟื้นสำหรับผู้สูงอายุ รวมถึงการดูแลสุขภาพจิต ภาวะสมองเสื่อม และปัญหาความเหงา
.
นอกจากนี้ กทม. จะขยายคลินิกผู้สูงอายุในโรงพยาบาลสังกัด กทม. ให้ครบทั้ง 14 แห่ง พร้อมเพิ่มคลินิกนอกเวลา คลินิกเฉพาะทางสำหรับโรคหลงลืม ซึมเศร้า ปัญหาการทรงตัว Intermediate Care และ Palliative Care รวมถึงเชื่อมระบบส่งต่อผู้ป่วยกลับไปดูแลต่อที่ศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน
.
สำหรับผู้สูงอายุที่ติดเตียง หรือมีปัญหากลั้นปัสสาวะและอุจจาระ กทม. จะเดินหน้าแจกผ้าอ้อมผู้ใหญ่ฟรี โดยใช้งบประมาณ สปสช. ซึ่งปัจจุบันดำเนินการอยู่แล้วเฉลี่ยประมาณเดือนละ 20,000 ชิ้น และสามารถแจ้งความประสงค์ผ่าน Traffy Fondue ได้
.
“ผู้สูงอายุที่ติดเตียง หรือมีปัญหาในการกลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ เราจะให้ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ฟรี ซึ่งตอนนี้ดำเนินการอยู่แล้ว โดยใช้งบ สปสช. เฉลี่ยประมาณเดือนละ 20,000 ชิ้น ใครต้องการสามารถแจ้งผ่าน Traffy Fondue มาได้” ชัชชาติกล่าว
.
กทม. ยังตั้งเป้าพัฒนาผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือ Caretaker ให้ได้ 5,000 คนทั่วกรุงเทพฯ เพื่อดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องในชุมชน พร้อมใช้ระบบเยี่ยมบ้านเพื่อลดภาระโรงพยาบาล โดยนำหมอและพยาบาลลงไปดูแลผู้สูงอายุถึงบ้าน
.
“เรามีนโยบายที่ขยายเตียงโรงพยาบาล 100,000 เตียง โดยใช้เตียงของคนเนี่ยแหละ เป็นเตียงโรงพยาบาล แล้วก็เอาหมอ เอาพยาบาลลงไปหาที่บ้าน” ชัชชาติกล่าว
.
ปัจจุบัน กทม. มีข้อมูลผู้ป่วยติดเตียงกว่า 6,000 คนอยู่บนระบบพิกัด GPS ทำให้หน่วยงานสามารถติดตาม เยี่ยมบ้าน และส่งความช่วยเหลือได้ตรงจุดมากขึ้น
.
อีกหนึ่งนโยบายคือการสนับสนุนการปรับบ้านให้เหมาะกับผู้สูงอายุ ผ่านบริการรับออกแบบบ้านโดยสำนักพัฒนาที่อยู่อาศัย พร้อมจัดทำ Universal Design Guideline ขั้นพื้นฐาน เช่น ราวจับ ทางลาด ห้องน้ำปลอดภัย และระบบแสงสว่างที่เหมาะสม
.
กทม. จะทำหน้าที่เป็น Case Manager ดูแลทั้งกระบวนการ เพื่อให้บ้านของผู้สูงอายุปลอดภัยขึ้น ลดความเสี่ยงจากการหกล้ม และช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในบ้านเดิมได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
.
ด้านสุขภาพใจและการเข้าสังคม ชัชชาติกล่าวว่า โรงเรียนผู้สูงอายุยานนาวาแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของพื้นที่ให้ผู้สูงอายุได้พบปะ เรียนรู้ และทำกิจกรรมร่วมกัน โดยโรงเรียนแห่งนี้ไม่เก็บค่าเล่าเรียน รับผู้เรียนรุ่นละประมาณ 50-70 คน อายุ 60 ปีขึ้นไป และมีนักเรียนอายุมากที่สุดถึง 86 ปี
.
โรงเรียนผู้สูงอายุยานนาวายังมีความพิเศษคือร่วมกับ กศน. พัฒนาหลักสูตรการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ ครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ สุขภาพ เศรษฐกิจ วิชาการ วัฒนธรรมและประเพณี และเทคโนโลยี เช่น การใช้สมาร์ตโฟน การประชุมออนไลน์ การทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์ และการไลฟ์สดขายของ
.
ชัชชาติกล่าวว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีโรงเรียนผู้สูงอายุ 14 แห่ง กระจายอยู่ใน 13 เขต ขณะที่ทั่วประเทศมีมากกว่า 3,300 แห่ง ทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” จึงจะพัฒนาโรงเรียนผู้สูงอายุเดิมทั้ง 14 แห่ง เติมหลักสูตรใหม่ และพัฒนาศูนย์นันทนาการ 34 แห่งให้เป็น “ศูนย์พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ” เพื่อให้มีพื้นที่เรียนรู้และทำกิจกรรมครบทุกเขต
.
หลักสูตรใหม่จะเน้นทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในเมือง เช่น Digital Literacy (การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล) การวางแผนการเงิน และการป้องกันภัยออนไลน์ เพื่อให้ผู้สูงอายุรู้เท่าทันเทคโนโลยีและภัยไซเบอร์
.
“โรงเรียนผู้สูงอายุเป็นที่ที่ผู้สูงอายุมาเจอกัน ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีอยู่ 14 แห่ง จะขยายโรงเรียนผู้สูงอายุให้ครบ 50 แห่ง บางแห่งอาจจะเป็นของเอกชน บางแห่งเป็นของ กทม. เอง” ชัชชาติกล่าว
.
นอกจากนี้ กทม. จะขยายชมรมผู้สูงอายุจากปัจจุบัน 490 แห่ง ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 50,000 คน ให้ครอบคลุมถึงกลุ่มผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร และย่านธุรกิจ ตั้งเป้าเพิ่มสมาชิกเป็น 100,000 คนภายใน 4 ปี พร้อมขยายกิจกรรมสุขภาพ เช่น แอโรบิก ไทเก็ก โยคะ กีฬาเบา และกิจกรรมสันทนาการในชุมชน
.
ด้านเศรษฐกิจ ชัชชาติกล่าวว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ แต่ขาดช่องทางในการพบลูกค้าหรือผู้ที่ต้องการใช้บริการ จึงต้องมีระบบกลางช่วยจับคู่ระหว่างทักษะของผู้สูงอายุกับความต้องการของคนในพื้นที่
.
กทม. จึงจะพัฒนา “เกษียณ Marketplace” หรือแพลตฟอร์มจับคู่งานผู้สูงอายุ เพื่อรวบรวมทักษะ เช่น งานช่างประปา ช่างไฟฟ้า ดูแลเด็ก ซักรีด เย็บผ้า งานบริการ งานฝีมือ และงานพาร์ทไทม์ แล้วเชื่อมต่อกับประชาชนหรือภาคเอกชนในพื้นที่ใกล้เคียง
.
ปัจจุบัน กทม. มีการจ้างงานผู้สูงอายุแล้วมากกว่า 1,200 คน และตั้งเป้าขยายการจ้างงานเป็น 10,000 อัตรา ผ่านการจัดตั้งศูนย์การจ้างงานผู้สูงอายุ การพัฒนาฐานข้อมูลปราชญ์ชุมชนและผู้เชี่ยวชาญ การจับคู่งานพาร์ทไทม์ที่เหมาะสม และความร่วมมือกับภาคเอกชน
.
“กทม. จะสร้างเป็นศูนย์กลางรวบรวมผู้สูงอายุที่ยังมีสกิล มีความสามารถอยู่ แล้วก็ให้คนที่ต้องการมาเจอผ่านแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะเน้นว่าในพื้นที่ใกล้เคียง” ชัชชาติกล่าว
.
ชัชชาติยกตัวอย่างกรณีพบผู้สูงอายุวัยกว่า 70 ปีในชุมชนดาวคะนอง ที่ยังมีทักษะเย็บผ้ามาตั้งแต่อายุ 27 ปี แต่หาลูกค้ายาก ทั้งที่บริเวณใกล้เคียงมีคอนโดมิเนียมจำนวนมาก และอาจมีคนต้องการใช้บริการเย็บผ้าหรืองานซ่อมแซมเสื้อผ้า
.
“เราคิดว่าแพลตฟอร์มนี้จะสร้างงานได้อย่างน้อย 10,000 งานให้กับผู้สูงอายุ ไม่ใช่เงินเรานะ แต่ว่าเป็นเอาเอกชนมาเจอกับทางผู้สูงอายุ” ชัชชาติกล่าว
.
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางขยายโมเดล “บ้านย่ายาย” เพื่อเพิ่มการจ้างงานอาสาเลี้ยงเด็กในชุมชน ให้ผู้สูงอายุได้ส่งต่อประสบการณ์ และช่วยให้พ่อแม่วัยทำงานมีที่พึ่งในการดูแลลูก รวมถึงขยายเวลาเกษียณของเจ้าหน้าที่ กทม. ตามความสมัครใจในกลุ่มงานที่ยังขาดแคลนแรงงาน
.
ชัชชาติกล่าวว่า นโยบายผู้สูงอายุของ กทม. ไม่ได้เน้นการแจกเงินเพิ่ม แต่เน้นให้ความรู้ พื้นที่ กิจกรรม โอกาส และระบบสนับสนุน เพื่อให้ผู้สูงอายุสบายกาย สบายใจ และยังมีรายได้ดูแลตัวเอง
.
“กทม. เองเราไม่มีตังค์ไปแจกเป็นเบี้ยผู้สูงอายุ แต่ว่าเราจะให้ความรู้ ให้สถานที่ ให้โอกาส ให้กิจกรรม ให้ผู้สูงอายุสบายกาย สบายใจ แล้วก็มีตังค์ใช้ครับ” ชัชชาติกล่าวทิ้งท้าย

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img