วันที่ 24 เมษายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขึ้นเวทีปาฐกถาพิเศษและยุทธศาสตร์ใหม่ของกรมการขนส่งทางบกในงาน “DLT Next 2026: ให้ใจ ให้ทาง ให้ชีวิต ให้ความสุข” ประกาศแผนปฏิรูประบบขนส่งสาธารณะไทย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ลดค่าครองชีพ และสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้ประชาชน สอดรับนโยบายรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ร่วมงาน ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพมหานคร
นายพิพัฒน์ เปิดเผยถึงแผนงานสำคัญที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านที่ประชาชนจะสัมผัสได้จริงผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1.การปฏิวัติสู่พลังงานสีเขียว เดินหน้าเปลี่ยนผ่านรถสาธารณะสู่ระบบ EV แบบครบวงจร ทั้งแท็กซี่ รถจักรยานยนต์รับจ้าง และรถตุ๊กตุ๊ก โดยรัฐจะเข้าไปอุดหนุนและแก้ปัญหา ทั้งระบบ เช่น การเพิ่มสถานีชาร์จ ลดเบี้ยประกันภัย และแก้ปัญหาอะไหล่ขาดแคลน พร้อมประกาศข่าวดี “รถเมล์ร้อนจะหายไป” โดย ขสมก. จะนำรถเมล์ไฟฟ้า 1,520 คันมาให้บริการแทน รวมถึง บขส. ที่เตรียมศึกษา เปลี่ยนผ่านสู่รถ EV เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 มุ่งสู่เป้าหมาย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Net Zero)ในปี 2593
2. ยกระดับความปลอดภัยเทียบเท่าการบิน โดยเตรียมปรับโครงสร้างตั้ง “ศูนย์ความปลอดภัยด้านคมนาคมขนส่ง” บูรณาการการสอบสวนอุบัติเหตุเชิงลึกทุกมิติ ทั้งทางถนน ราง น้ำ และอากาศ ด้านกรมการขนส่งทางบกจะคุมเข้มมาตรฐานวิศวกรรมยานยนต์และผู้ขับขี่ ซึ่งที่สำคัญจะมีมาตราการ ผู้รับจ้างในโครงการก่อสร้าง ต้องมี “กองทุนเยียวยา หรือกรมธรรม์ประกันภัย ที่ครอบคลุม จ่ายชดเชยประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยไม่ต้องรอ
3. มาตรการตรึงค่าโดยสาร-ลดค่าครองชีพ โดยเดินหน้าโครงการ “DLT พร้อมซัปพอร์ต” อัดฉีดเม็ดเงินกว่า 2,060 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งทุกกลุ่ม ตั้งแต่วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ รถตู้ รถบัส ไปจนถึงรถบรรทุกโลจิสติกส์ เพื่อพยุงสภาพคล่องและ “ตรึงราคาค่าโดยสาร” ไม่ให้เป็นภาระประชาชน พร้อมเร่งผลักดัน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ให้รถสาธารณะเป็น Feeder เชื่อมต่อ “ล้อ-ราง-เรือ” เพื่อปรับลดภาระค่าเดินทางของผู้โดยสารลงอย่างเป็นรูปธรรม
นายพิพัฒน์ ย้ำว่า ให้ทุกหน่วยงานคมนาคมบูรณาการการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานอื่น อย่างไร้รอยต่อ เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือความสุขของคนไทย

