วันที่ 3 มี.ค.69 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเยื่อมโยงกับสถานการณ์ในเวทีโลก จากการติดตามพบว่าสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน กำลังเป็นการจัดระเบียบโลกใหม่ ตะวันออกกลางเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ ของมหาอำนาจ และกำลังทำให้โลกต้องสั่นคลอนจากผลกระทบทางพลังงาน เราจึงต้องเข้าใจบริบทของโลกจากสถานการณ์ครั้งนี้
ส่วนประเทศไทยจะทำอย่างไร นายกัณวีร์ ระบุว่าเราเห็นตั้งแต่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศว่าจะวางตัวเป็นกลาง ตนเห็นว่าเป็นสิ่งที่พูดได้ แต่ต้องหนักแน่นกว่านี้ การจะหาเกราะป้องกันตัวเรา ต้องมีเกราะที่เข้มแข็ง ไม่งั้นไทยจะมีจุดยืนการทูตแบบไผ่ลู่ลม
“ไทยต้องกล้าหาญในการตัดสินใจว่า เราเป็นกลาง ยึดมั่นสันติภาพ ทำงานในการปกป้องมนุษยธรรม และสิทธิมนุษยชน เราเตรียมพร้อมหรือยัง การทำงานในพื้นที่เหล่านั้น พร้อมหรือไม่ในการส่งคนไปส่งการช่วยเหลือ ไทยต้องทำออกมาอย่างเร่งด่วน ไม่เช่นนั้น เราถูกกลืนไปฝ่ายใดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”
นายกัณวีร์ ระบุว่า รัฐบาลต้องมีแผนการอพยพ ที่ประเมินขั้นแรก แต่ในการประเมินสถานการณ์การสู้รบว่าจะยืดเยื้อหรือไม่ ต้องดูท่าทีของสหรัฐฯที่ทำสงครามนอกประเทศ ถ้าสหรัฐฯประเทศเดียว ไม่สามารถทำให้สงคามยืดเยื้อได้ ต้องดูประเทศในตะวันออกกลางด้วย แต่ถ้ามีแค่สหรัฐฯกับอิสราเอล อาจไม่ได้ยืดเยื้อขนาดนั้น แต่ต้องมีแผนการอพยพ ถ้ามีการโจมตีหนัก ควรจัดทำการฝึกซ้อมคนไทยในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะอิสราเอล น่าจะมีคนไทยมากที่สุด การเอาคนไทยออกมา เราเตรียมพร้อมขนาดไหน มีแผนการเดินทางแล้วหรือไม่ และเมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน มีความจำเป็นในการอพยพประชาชนคนไทย เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องให้ความคุ้มครอง
ส่วนกรณีคนไทยในอิสราเอลไม่อยากกลับ นายกัณวีร์ ระบุว่า จะไปโทษพี่น้องคนไทยก็ไม่ถูกว่าทำไมไม่อยากกลับ ต้องมาดูนโยบายแรงงานที่จะส่งออกไป ต้องพิจารณาให้ดีว่าการวางแผนนำแรงงานไปสู่ต่างประเทศ ถ้ามีความเสี่ยงในการประเมินภัยความเสี่ยง ควรทำจากนโยบายในกระทรวงแรงงานว่าควรเป็นกลุ่มไหน เราจะต้องเริ่มทำเรื่องความเสี่ยง โดยเฉพาะกระทรวงแรงงานต้องพิจารณาว่ามีแรงานไทยไปอยู่แล้วจะไม่กระทบขนาดนี้
นายกัณวีร์ กล่าวถึงจุดยืนของไทยต่อสถานการณ์นี้ต้องให้ชัดและเร็ว เรื่องต่างๆเหล่านี้ช้าไม่ได้ว่ารอโลกเอนเอียงไม่ได้ เราจำเป็นต้องมีเกราะด้านการทูตของเรา ต้องใช้มนุษยธรรมนำการเมือง จะทำให้ไทยไม่ถูกดึงไปท่ามกลางสถานการณ์การรบ ซึ่งไทยถูกดึงไปแล้ว เป็นเรื่องก่อนการโจมตี ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย มีการประท้วงว่าขนส่งอะไหล่ F35 มาต่อสู้การใช้กำลังทหาร เมื่อ 24 ก.พ. หลังมีข้อกล่าวหาทางการบินไทย ยืนยันว่าขนส่งสินค้าเคารพกฏหมายระหว่างประเทศ เป็นไปตามกรอบกฏหมายของกฏสหประชาชาติ
“ถ้าจะดีกว่านี้ เราต้องบอกให้ชัดว่า ไม่ขนส่งสิ่งนั้น กล่าวหารุนแรงว่า เป็นสายการบินมรณะ จุดยืนของไทย ถ้าไทยสามารถบอกได้ว่า เรามองเห็นเรื่องสันติภาพไม่ควรโจมตีทางการทหาร สนับสนุนปฏิบัติการทางมนุษยธรรม และเตรียมแผนการแพทย์ ไปช่วยเหลือ ท่านสามารถจะระบุให้ชัดได้หรือไม่ว่าไม่ได้มีการขนส่งสิ่งที่กำลังถูกกล่าวหา”
นายกัณวีร์ ฝากทิ้งท้ายไปถึงประชาชนในประเทศที่มีความเสี่ยง ต้องมีความเข้มแข็ง ต้องยึดมั่นกับสันติภาพ เปล่งเสียง ว่าเราไม่ต้องการสงคราม เราต้องการสันติภาพ ส่งเสียงไปถึงระหว่างประเทศ

