เมื่อเวลา 10.30 น. นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” เปิดเผยถึงประเด็นทางการเมืองที่กำลังเป็นกระแส โดยเฉพาะกรณีการเลือกตั้งที่ตนมองว่าอาจนำไปสู่การเป็นโมฆะได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทนายอั๋น ระบุว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยใน 2 ประเด็น ได้แก่ กรณีการใช้ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง และกรณี “บัตรเขย่ง” แต่ต่อมาผู้ตรวจการแผ่นดินมีหนังสือลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ สอบถามไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เฉพาะประเด็น QR Code เท่านั้น ทำให้ตนตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่สอบถามให้ครบทั้งสองประเด็นตามที่ยื่นร้องเรียน
เจ้าตัวยืนยันว่าจะเดินหน้ายื่นเรื่องเพิ่มเติม พร้อมขอให้สื่อมวลชนช่วยติดตามตรวจสอบ เนื่องจากมองว่าประเด็นบัตรเขย่งมีความสำคัญไม่ต่างจาก QR Code และอาจกระทบต่อความชอบธรรมของการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงกรณีการจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นกระทรวงที่หลายฝ่ายจับตา เนื่องจากมีงบประมาณและหน่วยงานในสังกัดจำนวนมาก โดยยกตัวอย่างโครงการของกรมการข้าว 5 โครงการ วงเงินรวมเกือบ 2,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2567 ที่มีเป้าหมายช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว
ทั้งนี้ยังพบข้อสังเกตเกี่ยวกับคุณสมบัติบริษัทที่เข้าร่วมประมูล ซึ่งบางรายมีทุนจดทะเบียนต่ำกว่าที่กำหนดใน TOR อีกทั้งลักษณะธุรกิจไม่เกี่ยวข้องกับการเกษตร พร้อมตั้งข้อสงสัยว่ามีการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ (ล็อกสเปก) หรือไม่ และขั้นตอนบางส่วนดำเนินการนอกสถานที่ราชการ พร้อมระบุว่าได้ยื่นร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว
ในประเด็นการเมือง ทนายอั๋น ยังแสดงความกังวลต่อบทบาทของ พรรคภูมิใจไทย หากได้กำกับดูแลกระทรวงเกษตรฯ โดยระบุว่าจะติดตามตรวจสอบไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเข้ามาบริหาร พร้อมย้ำว่าตนทำหน้าที่ในฐานะภาคประชาชน ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด
ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์การเก็บข้อมูลเลเซอร์ไอดีของ พรรคประชาชน ทนายอั๋น ระบุว่า ตนมีความกังวลในประเด็นบัตรเลือกตั้งและ QR Code มากกว่า พร้อมเห็นว่าหากมีข้อสงสัย สมาชิกพรรคควรเรียกร้องให้มีการชี้แจงอย่างชัดเจน
สำหรับท่าทีของ กกต. ที่ออกเอกสารชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรแทนการแถลงข่าว เจ้าตัวมองว่าไม่เหมาะสม และควรเปิดแถลงข่าวเพื่อสร้างความชัดเจนต่อสาธารณะ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหากข้อเท็จจริงต่าง ๆ ไม่ได้รับการคลี่คลาย อาจนำไปสู่การวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะในอนาคต

