วันที่ 31 สิงหาคม 2565 พล.ต.ต.อุดร วงษ์ชื่น ผบก.ส.1 ลงนามในคำสั่งกองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 ที่ 199/2565 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2565 เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อน ใจความว่า เนื่องจาก ส.ต.ท.หญิง กรศศิร์ บัวแย้ม ผบ.หมู่ กก.4 บก.ส.1 ต้องหาคดีอาญา โดยพนักงานสอบสวน สภ.เมืองราชบุรี มีพยานหลักฐานเพียงพอในการแจ้งข้อกล่าวหา เรื่องค้ามนุษย์ฯบังใช้แรงงานหรือบริการ และเอาคนลงเป็นทาส, ประทุษร้ายต่อร่างกายและจิตใจฯ เหตุเกิดบ้านเลขที่ 128/6 หมู่ 4 ต.โคกหม้อ อ.เมืองราชบุรี จ.ราชบุรี ระหว่าง 5 ม.ค. 2564- 13 ส.ค. 2565

อันเป็นกรณีถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีเหตุให้พักราชการได้ตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ 3(1)(2) หากให้อยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดการเสียหายฯ พิจารณาแล้วการสอบสวนพิจารณาคดีจะไม่เสร็จสิ้นโดยเร็ว

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า คดีนี้มีความคืบหน้าเพิ่มเติมกรณีตำรวจสันติบาลหญิงทำร้ายร่างกายทหารหญิงได้รับบาดเจ็บ

ความคืบหน้าในส่วนของการดำเนินการทางวินัย กองบังคับการตำรวจสันติบาล1 กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ได้มีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจหญิงรายดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว ลงวันที่ 26 ส.ค.65 จากกรณีถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีเหตุให้พักราชการได้ตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ3(1)(2) หากให้อยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดการเสียหายฯ และ ในส่วนของ สำนักงานงบประมาณและการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีการเข้ารับราชการตำรวจไปแล้วนั้น ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารที่เกี่ยวข้อง
โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับการปฎิบัติของเจ้าที่ตำรวจ ที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยให้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนอย่างตรงไปตรงไปมา ทั้งในส่วนของการดำเนินการทางวินัยและการดำเนินการในทางคดีอาญา ด้วยความรอบครอบ รวดเร็ว อาศัยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน อีกทั้งเพื่อป้องกันให้สังคมเกิดความสับสนและเสียรูปคดี จึงขอความร่วมมือติดตามข่าวสารจากทางราชการเท่านั้น
รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวต่อว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าได้ดำเนินการตามมาตรฐานเดียวกันทั้งในส่วนการดำเนินคดีทางอาญาและการดำเนินการทางวินัย โดยได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ภายใต้กรอบระยะเวลาที่กำหนดและกฎหมายที่ได้ให้อำนาจไว้ และให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์เหนือใคร และกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องการกระทำผิดส่วนตัวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดภาพรวมทั้งหมดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

