
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ที่ บช.ทท.พล.ต.ท.สุคุณ พรหมายน ผบช.ทท., พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ อรัญวัฒน์, พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย, พล.ต.ต อภิชาติ สุริบุญญา รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.ธวัช ปิ่นประยงค์ ผบก.ทท.1 ได้ร่วมกันแถลงว่า ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้กระทำความผิดในลักษณะซ้ำเติมความเดือดร้อนแก่ประชาชนทางเศรษฐกิจในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า

กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวจึงได้กวดขันป้องกันปราบปรามการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จึงได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ทท.1 จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย คือ (1.)น.ส.มัตติกา รักขพันธ์ อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 506/2564 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2564 (2.)นายหัสดี สมหวัง อายุ 46 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 507/2564 ลง วันที่ 18 ตุลาคม 2564 ในความผิดฐาน ““ผู้ใดกระทำความผิดโดยการ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” , “ฉ้อโกงประชาชน”

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2564 เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว กก.3 บก.ทท.1 ประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายขอให้ช่วยตรวจสอบเที่ยวบินที่ตนเองจะเดินทางไปทำงานประเทศออสเตรเลีย พบว่าไม่มีการจองเที่ยวบินในชื่อผู้เสียหายแต่อย่างใด ทำให้ผู้เสียหายทราบว่าตนเองถูกหลอก สอบถามรายละเอียดทราบว่าผู้เสียหาย ได้ติดต่อไปทำงานประเทศออสเตรเลียผ่านทาง ผู้ต้องหาชื่อ น.ส.ณิศารัตน์ ปัญาโชติสกุล ชื่อเล่นแอม (หลบหนีอยู่ต่างประเทศ) และ น.ส.มาติกา รักขพันธ์ ชื่อเล่น แอ๊พ ร่วมกันพูดคุยหลอกลวงว่าสามารถพาไปทำงานต่างประเทศได้ เสียค่าใช้จ่ายการเดินทางไปแล้วรวม 141,000 บาท โดยโอนเข้าบัญชี น.ส.มาติกา รักขพันธ์ และ นายหัสดี สมหวัง ภายหลังเมื่อถึงวันเดินทางมาที่สนามบินพบไม่มีการจองเที่ยวบินจึงทราบว่าถูกหลอกลวงวิธีการหลอกลวง กลุ่มผู้ต้องหาจะแบ่งหน้าที่กันทำโดย น.ส.ณิศารัตน์ฯ ผู้เป็นหัวหน้าแก้ง SCAMMER จะใช้ Facebook ที่เปลี่ยนชื่อและภาพโปรไฟล์ไปเรื่อยๆ โพสข้อความเชิญชวนไปทำงานต่างประเทศ ในกลุ่มหางานต่างๆ เมื่อมีเหยื่อติดต่อมาจะลบโพสทิ้ง แล้วให้เหยี่อมาพูดคุยในแอพพลิเคชั่น LINE โดยมี น.ส.มัตติกา รักขพันธ์ ทำหน้าที่เป็นหน้าม้าร่วมพูดคุยหลอกลวงด้วยว่าจะไปทำงานต่างประเทศเช่นเดียวกัน จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้ไปอ้างเป็นค่าตั่วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าเอกสาร ค่าวิ่งเต้น เมื่อกลุ่มผู้ต้องหาได้เงินจากผู้เสียหายแล้วก็จะตัดการติดต่อทุกช่องทางกับผู้เสียหายแต่จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ทท.1 ร่วมกับ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทำให้ได้พยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย
โดยศาลจังหวัดสมุทรปราการได้อนุมัติหมายจับตามคำขอ และต่อมาได้ทำการจับกุม น.ส.มาติกา รักขพันธ์ และ นายหัสดี สมหวัง ตามหมายจับของศาล ส่วน น.ส.ณิศารัตน์ฯ หัวหน้าขบวน SCAMMER การหลบหนีอยู่ต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการขอนำตัวมาดำเนินคดีต่อไป
นอกจากนี้ภายหลังจับกุมขบวนการ SCAMMER นี้ได้แล้ว มีผู้เสียหายรายอื่นทราบเรื่องส่งตัวแทนจำนวน 10 คน มาแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจท่องเที่ยวและ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่าถูกคนร้ายกลุ่มนี้หลอกลวงเช่นเดียวกัน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 4 ล้านบาท จึงได้ช่วยเหลือให้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานแล้วประสานข้อมูลทางคดีไปยังสถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุของผู้เสียหายแต่ละรายเพื่อดำเนินคดีต่อไป สาเหตุที่ผู้เสียหายไม่ใช้วิธีการจัดหางานของรัฐ เพราะผู้เสียหายส่วนใหญ่จะมีอายุเกิน 40 ปี ไม่สามารถขอไปทำงานต่างประเทศได้ตามปกติ จึงหลงเชื่อกลุ่มผู้ต้องหาว่าสามารถวิ่งเต้นทำเอกสารให้ไปทำงานต่างประเทศได้
สำหรับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 343 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา

ขณะเดียวกันยังได้แถลง จับกุมผู้ต้องหา คือ นางสาวทิวาพร คำยันต์ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาพระโขนง ที่ 580/2564 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 ในความผิดฐาน “ร่วมกันโดยทุจริตหรือหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น”
โดยก่อนถูกจับ กลุ่มผู้ต้องหาได้ใช้แอพพลิเคชั่นไลน์ โดยใช้ชื่อว่า “Mogan Melissa” เป็นชาวสหรัฐอเมริกา อ้างว่ารู้จักสนิทสนมกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ผู้เสียหาย เคารพนับถือซึ่งทำงานอยู่ต่างประเทศ จึงได้พูดคุยกับผู้หญิงคนดังกล่าวทางแอพพลิเคชั่นไลน์เรื่อยมา ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2563 ผู้หญิงที่ใช้ชื่อว่า “Mogan Melissa” ได้แจ้งว่าอีกประมาณ 2-3 วัน ผู้ใหญ่ที่ผู้เสียหายเคารพนับถือจะส่งสิ่งของสำคัญมาให้
ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 ผู้เสียหายได้รับโทรศัพท์จาก น.ส.ไก่ ซึ่งอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัท Premium World Cargo ว่ามีกล่องพัสดุส่งมาให้ผู้เสียหายอยู่ที่สนามบินดอนเมือง โดยทางบริษัทจะนำกล่องพัสดุดังกล่าวมาส่งให้ผู้เสียหาย ที่บ้าน แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่าน้ำหนักของ เป็นเงินจำนวน 45,000 บาท ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินจำนวนดังกล่าวไป บัญชีธนาคารทหารไทย เลขที่บัญชี 212-2-51254-0 ชื่อบัญชี นางสาวสุนทรี ส่งศรีแจ้ง
จากนั้น น.ส.ไก่ แจ้งว่าทางบริษัทได้สแกนกล่องพัสดุดังกล่าว พบว่าภายในกล่องมีเงินสกุลดอลล่าสหรัฐอเมริกาจำนวนมาก คิดเป็นเงินไทยประมาณ 30 ล้านบาท ต้องจ่ายเงินเพื่อเป็นค่าประกันสินค้าเพิ่ม โดยถูกหลอกโอนเงินทั้งหมด จำนวน 9 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 1,595,000 บาท จนกระทั่งเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 ผู้เสียหาย ยังไม่ได้รับพัสดุดังกล่าว จึงได้พยายามติดต่อ น.ส.ไก่ ทางโทรศัพท์แต่ไม่สามารถติดต่อได้ และได้ติดต่อหญิงที่อ้างว่าชื่อ Mogan Melissa ทางแอพพลิเคชั่นไลน์ ก็ไม่สามารถติดต่อได้เช่นกัน ผู้เสียหาย จึงทราบว่าถูกหลอกลวงและได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.คธม.บช.ทท. ได้จับตัวกุมได้ในเวลาต่อมาเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าถูกอดีตสามีชาวไทยหลอกใช้ให้ไปกดเงินจากตู้ ATM ให้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการสืบสวนขยายผลต่อไประเบียบ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 342 ถ้าในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ผู้กระทำ (1) แสดงตนเป็นคนอื่น หรือ (2) อาศัยความเบาปัญญาของผู้ถูกหลอกลวงซึ่งเป็นเด็ก หรืออาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของ ผู้ถูกหลอกลวง ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ,มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
คดีที่ 3 กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้ตรวจสอบพบพฤติกรรมการทำธุรกรรมที่ผิดปกติใน โครงการ ” เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 ” พ.ต.อ.รัฐพงศ์ แก้วยอด ผกก.คธม.บช.ทท. สืบสวนตรวจสอบกรณีดังกล่าว ปรากฏพบ มีผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม มีพฤติการณ์ทำธุรกรรมไม่เป็นไปตามเงื่อนไขหลักเกณฑ์และส่อไปในทางทุจริต จำนวน 11 โรงแรม และผู้ต้องสงสัย ๕ ราย มีพฤติกรรม ใช้นายหน้าหรือตัวแทน ชักชวนประชาชนที่มีแอพเป๋าตัง ลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการฯ ทำการจองห้องพักราคาสูง เพื่อรับเงินส่วนต่างที่รัฐบาลสนับสนุน โดยเสนอ ให้ค่าตอบแทนแก่ประชาชนเพียงเล็กน้อย โดยไม่ได้มีการเข้าพักจริง และบางโรงแรมยังไม่เปิดให้บริการ ใช้นายหน้า ชักชวนนำพาประชาชนมาใช้สิทธิ์จองห้องพัก และทำการเช็คอินนอกสถานที่ตั้งของโรงแรม ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว จึงขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนทุกภาคส่วน กรุณาประชาสัมพันธ์ข้อมูล ให้ประชาชนทราบว่าพฤติการณ์ลักษณะดังกล่าวข้างต้น เป็นความผิด และอย่าหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อของนายหน้า ที่มาแนะนำหรือชักชวนให้ทำการดังกล่าวโดยได้ค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อย และขอแจ้งเตือน ผู้ประกอบการโรงแรม รวมถึงร้านค้า ที่ร่วมโครงการดังกล่าว ให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขกฎระเบียบตามโครงการฯ ด้วยความสุจริต ทั้งนี้ หากพบผู้มีพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้น ถือว่า มีเจตนา ฝ่าฝืนกฎหมาย จะต้องถูกดำเนินคดีทุกราย ซึ่งเป็นความผิดอาญาที่มีอัตราโทษสูงดังนี้ ” ร่วมกันฉ้อโกง ” มาตรา ๓๔๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ” ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ” มาตรา 342 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
” ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือเบิกถอนเงินสด ” มาตรา ๒๖๙/๗ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จในประการที่จะก่อความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ ” มาตรา 14(2)ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท”ฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ เป็นความผิดมูลฐาน ฟอกเงิน ” มาตรา 60 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,00.บาท ถึง 200,000.บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หากมีข้อเสนอแนะ หรือจะแจ้งเบาะแส ความผิดปกติของโครงการ หรือพฤติกรรมการกระทำความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวกับ การดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยว สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่หมายเลข 1155 ได้ตลอด 24 ชม.

