แอดบนเมนู

‘จตช.’ สั่งสอบ ‘ดาบหัวร้อน’ อยู่กับบุคคลมีหมายจับ แต่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จ่อฟันวินัย-อาญา

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) เปิดเผยว่า  จากกรณีโลกออนไลน์เผยแพร่คลิปวิดีโอ เป็นภาพเหตุการณ์ชาย 2 คน ขับกระบะป้ายแดงชนรถเก๋งซีวิคจนประสบอุบัติเหตุ บริเวณก่อนถึงแยกประเวศ กทม. จากนั้นผู้ก่อเหตุขึ้นไปบนหลังคารถของผู้เสียหาย และใช้มีดฟันไปที่รถหลายครั้ง ขณะเดียวกันยังมีชายหัวเกรียนอีกรายถืออะไรบางอย่างในมือคล้ายปืน ตรงเข้าไปที่รถผู้เสียหายด้วย โดยโลกออนไลน์ยังเผยข้อมูลอ้างว่าคนขับรถกระบะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ตามที่เผยแพร่ทางสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ไปแล้ว นั้น

ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.เชษฐา โกมลวรรธนะ จตร. (หน.จต.) จัดทีมจเรตำรวจ เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวโดยด่วน เนื่องจากเป็นการกระทำที่อุกอาจกลางกรุง ซึ่งมีข้อมูลเบื้องต้นว่า เหตุเกิดเมื่อ 28 กรกฎาคม 2564  ในเขต สน.ประเวศ โดยผู้ก่อเหตุ เป็นดาบตำรวจ สังกัด สภ.หนึ่งใน ภ.จว.สมุทรปราการ ร่วมก่อเหตุกับบุคคลซึ่งมีหมายจับ เพียงขับรถปาดหน้ากัน ซึ่งหากเป็นข้อมูลจริง นอกจากจะต้องดำเนินคดีจราจร และ อาญาจากการก่อเหตุดังกล่าวแล้ว ยังต้องตรวจสอบอีกว่า ผู้ก่อเหตุเป็นตำรวจ แต่กลับเดินทางมาพร้อมกับบุคคลมีหมายจับและก่อเหตุร่วมกันได้อย่างไร เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ซึ่งหากพบว่า มีมูลการกระทำผิดจริง ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด และพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุ จะต้องดำเนินการกับผู้ก่อเหตุ ทั้งทางวินัยและอาญาทุกข้อกล่าวหา โดยเด็ดขาด เพราะถือว่า สร้างความเสื่อมเสียให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างรุนแรง ตามนโยบาย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่มอบหมายให้ จตช. ดำเนินการกับตำรวจที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนด้วยความเด็ดขาด ซึ่งตนจะติดตามผลการตรวจสอบด้วยตนเอง เพื่อพิจารณาดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่อไปโดยเร็ว

‘บิ๊กตู่’ กดหัวสื่อฯ ห้ามเสนอข่าวให้คนหวาดกลัว สั่ง!!! ‘กสทช.’ ตรวจสอบ-ระงับไอพีทันที

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 ผู้สื่อข่าวไทยแทบลอยด์รายงาน เว็บไซด์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 29) ระบุว่า ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาราจักรตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 และต่อมาได้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวออกไปเป็นคราวที่ 13 จนถึงวันที่ 30 ก.ย.2564 นั้น

โดยที่มีการเผยแพร่โดยทั่วไปซึ่งข้อความอันเป็นเท็จที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดหรือสับสน ปฏิบัติตนไม่ถูกต้องจนเกิดวามเสียหายหรือเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ การละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือการรักษาสุขภาพของประชาชนโดยผ่านทางสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต อันเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ฉุกเฉินให้วิกฤติขึ้น จำเป็นต้องมีมาตรการที่กำหนดให้การใช้สิทธิหรือเสรีภาพในการแสดงออกเป็นไปอย่างมีเหตุผล ถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริงและมีความรับผิดชอบต่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวมในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ตามกรอบที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนด

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 นายกรัฐมนตรีออกข้อกำหนด ดังต่อไปนี้

1.ห้ามผู้ใดเสนอข่าว จำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนรกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

2.ในกรณีมีการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารตามข้อ 1 ในอินเทอร์เน็ต ให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชำติ (กสทช.) แจ้งผู้รับใบอนุญาตการให้บริการอินเทอร์เน็ตตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทุกรายทราบ และให้ผู้รับใบอนุญาตดังกล่าวทุกรายมีหน้าที่ตรวจสอบว่าข้อความหรือข่าวสารดังกล่าวมีที่มาจากเลขที่อยู่ไอพี (IP address) ใด หากเป็นเลขที่อยู่ไอพีที่ตนเป็นผู้ให้บริการ ให้แจ้งรายละเอียดตามที่สำนักงาน กสทช.กำหนด ให้สำนักงาน กสทช.ทราบ และให้ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ไอพีนั้นทันทีให้สำนักงาน กสทช.ส่งรายละเอียดตามที่ได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่งให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยเร็วเพื่อดำเนินคดีต่อไป

ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตให้บริการอินเทอร์เน็ต และให้สำนักงาน กสทช.ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค.2564 เป็นต้นไป

ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 29)

ภาวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ประจำวันที่ 29 กรกฎาคม 2564

SET ปิดบวกแค่ 0.15 จุด แกว่งไร้ทิศทางขาดปัจจัยหนุนหลังตอบรับโควิดระบาดหนักแล้ว

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,537.78 จุด เพิ่มขึ้น 0.15 จุด (+0.01%) มูลค่าการซื้อขาย 79,544.44 ล้านบาท

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวเช่นเดียวกับทั่วทั้งภูมิภาค หลังจากสะท้อนปัจจัยลบสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ไปบางส่วนแล้ว แต่ที่ยังต้องจับตาคือโอกาสของการขยายล็อกดาวน์ โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยตลาดฯแกว่งตัวไร้ทิศทางเพราะขาดปัจจัยหนุนด้วย

ส่วนผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ย และยังคงซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) โดยความเห็นต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยยังไม่ชัดเจนไปในทางเดียวกัน จึงต้องติดตามการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) นัดต่อไปในเดือนกันยายน 2564 นี้ แต่มุมมองส่วนใหญ่ยังมองว่า เฟด น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมีนาคม 2566 พร้อมแนะติดตามการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต่อไป

แนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (30 ก.ค.) นายสรพล คาดว่า ตลาดฯคงจะแกว่งตัวในกรอบ 1,535-1.545 จุด

สิริวรรณ ลีลาประกอบชัย : ภาพและเรียบเรียง

สื่อไม่ทน..!!!! เสวนาจี้ ยกเลิก “พ.ร.ก.ฉุกเฉินคุกคามเสรีภาพสื่อ” เสนอองค์กรสื่อตั้งวอร์รูม-ทำดาต้าตรวจสอบข้อมูลรัฐ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม 2564 เวลา 13.00 – 15.00 น. ผู้สื่อข่าว ไทยแทบลอยด์ รายงานว่า  6 องค์กรวิชาชีพสื่อ ได้การจัดเวทีเสวนาหัวข้อ “หยุดอ้างข่าวปลอม หยุด พ.ร.ก.ฉุกเฉินคุกคามเสรีภาพสื่อ-ประชาชน” ผ่านทางออนไลน์ มีการถ่ายทอดสดผ่านเพจสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย https://www.facebook.com/activityoftja/ เพจสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ และองค์กรเครือข่าย จัดโดย 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ ประกอบด้วย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และ สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชน

โดยมีวิทยากรประกอบด้วย นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส นายกิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการข่าว 3 มิติ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ (ผู้ก่อตั้ง Cofact Thailand) นายนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว The Standard นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ นายพีระวัฒน์ โชติธรรมโม นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย นายมงคล บางประภา นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และนายสุปัน รักเชื้อ รักษาการเลขาธิการสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ดำเนินรายการโดย นายระวี ตะวันธรงค์ นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส กล่าวเชื่อว่า รัฐบาล ไม่พอใจสิ่งที่สื่อทำหน้าที่ขณะนี้ และมองว่า เป็นบ่อนทำลาย ภัยคุกคามประเทศ เพราะรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ ข่าวสารที่ออกมาจากสื่อหลักที่เริ่มจะตั้งคำถามว่า รัฐบาล จะรับมือได้หรือไม่ได้กับสถานการณ์โควิด-19 ถ้ารับไม่ได้จะต้องเปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่ เพราะเสียงเรียกร้องดังขึ้นที่ไม่ใช่เกิดขึ้นจากสื่อ แต่เป็นเสียงที่คนหลาย ๆ กลุ่ม ๆ หลายฝ่าย ทั้งที่เคยสนับสนุนรัฐบาลก็เริ่มมาบอกว่า ไม่ไหวแล้ว

“แต่สื่อก็เป็นแพะที่สะดวกที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะนี่เป็นสงครามโรคระบาดที่ใหญ่กว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่คนไทยและสื่อควรรับทราบ คือ “โควิด” จะอยู่ยาวนานกว่า รัฐบาลชุดนี้ อาการที่เห็นอยู่นี้เป็นอาการที่ดิ้นรนเพื่อรักษาความชอบธรรม เมื่อเห็นข่าวสารที่ตั้งคำถามแล้วตอบไม่ได้ สื่อเริ่มจับผิดนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หน่วยราชการ ถูกจับผิดมากขึ้น เมื่อ 2 เดือน 3 เดือนพูดอย่างนี้ แต่วันนี้พูดอย่างนี้ และมีความล้มเหลวในการบริหารมากขึ้น และส่วนใหญ่สื่อหลักไม่ได้ออกมาเล่นงานหนักเท่าโซเชียลมีเดีย แต่รัฐบาลก็จับแพะตัวใหญ่ก่อน คือ สื่อ”

นายสุทธิชัย  กล่าวว่า เมื่อมีดารา คนดัง คอลเอาท์ คนรอบข้างนายกต้องการเอาใจนายกฯ ว่าคนที่ออกมา คือ คนที่อยู่คนละข้างกับนายกฯ ฉะนั้นควรระงับตรงจุดนั้น รวมทั้งยังมีบรรดาหมอ นักวิชาการ ก็โดนเตือนก่อนหน้านี้ ทั้งหมอหน้างานที่เจอภาวะจริง ๆ ที่สะท้อนปัญหาผ่านโซเชียลมีเดีย สื่อที่ไปทำหน้าที่หน้างานจึงรายงานตามนั้น

“ผมคิดว่า นี่คือ สงคราม ที่ชัดเจนว่า ผู้บัญชาการที่ประชาชนให้อำนาจไปบัญชาการมองว่า คนที่ออยู่คนละฝั่ง คือ ปัญหา อาการที่เกิดกับสื่อนั้นเป็นเพียงอาการ แต่ความจริง คือ การแตกแยกของรัฐบาลเอง และวิธีคิดแบบระบบราชการที่ไม่ตอบโจทย์โรคระบาดครั้งนี้ได้ เพราะโควิดเป็นศัตรูที่มองไม่เห็น มันแพรวพราว แปลงร่างกลายพันธุ์ นายกเป็นทหารมาก่อนไม่เคยสู้รบกับศัตรูแบบนี้มาก่อน ข้าราชการก็เช่นกัน ขนาดของสงครามทั้ง โรคซาร์ อีโบล่า ไม่เหมือนโควิดที่เป็นสงครามใหญ่ ดังนั้นแพทย์เขาต้องการยุทธศาสตร์ระดับชาติว่าทำอะไรอย่างไรและมีอาวุธให้เขาอย่างไร”

นายสุทธิชัย  กล่าวและว่า ประกอบกับนักการเมืองทุกพรรคเราไม่มีวิสัยทัศน์พอ ไม่มีประสบการณ์ทำสงครามกับวิกฤติขนาดนี้ Mind set ของนายก และข้าชการ ยังคิดแบบเดิม ยังคิดเหมือนเดิมหมด เพราะนี่คือสงครมม คือ วิกฤติ วิธิคิดไม่เปลี่ยนเลย แต่กลับมองว่าใครเป็นคนทำให้เรามีปัญหาก็คือสื่อ ที่ตั้งคำถาม แต่ผมมองว่าไม่ใช่แค่สื่อหลัก เพราะมีทั้ง สื่อโซเชียล หมอ นักวิชาการ ที่เขียนลงโซเชียล เฟซบุ๊ก ดังนั้นไม่ใช่แค่นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แต่ยังมีคนรู้จริง ที่เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ ได้ตรงประเด็นมาก สื่อเราแค่ไปอ้างอิงเขามาเสริมเท่านั้น

มองว่า รัฐบาล ไม่มี วอร์รูม คนที่รู้จริงไม่มี การใช้อำนาจคือพรก.ฉุกเฉิน ก็ไม่มีประสิทธิภาพ หมอคือนักวิทยาศาสตร์ หมอเจอกับฝ่ายทหารนั่งหัวโต๊ะคือเลขาสมช ที่คิดแบบทหาร แต่ต้องสู้รบกับเชื้อโรคมหาศาล ถามว่าคุณใช้วิทยาศาสตร์เพียงพอในการจัดการหรือไม่ เพราะเชื้อโรคไม่ได้กลัวปืนใหญ่ รถถัง เรือดำน้ำ และการยึดอำนาจกฎหมาย 30 ฉบับมาไว้ที่ตัวเอง ก็ยังเป็นอาวุธเก่า แต่อาวุธของหมอที่ต้องการให้รัฐบาลปรับคือ การใช้วิทยาศาสตร์ และการวิเคราะห์วิจัย

“ส่วนอาวุธของสื่อคือข้อเท็จจริงและความน่าเชื่อถือ เราไม่มีอาวุธอย่างอื่น อาวุธนี้จะทำให้ให้ประชาชนเห็นว่าเราทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหน แน่นอนว่าเป้าของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินของเขาอาจจะไม่ใช่สื่ออย่างพวกรา แต่หมายถึงทั้งประเทศ นักวิชาการ หมอ หมอชนบท หมอเกษียณ อาสาสมัคร ที่ขึ้นภาพคนนอนตายที่บ้าน ที่ทำให้นายกรัฐมนตรีและ ครม. หวั่นไหวจริง ๆ แต่ถามว่าใครจะเป็นคนรับกรรมตรงนี้ก่อน ก็ตกมาที่สื่อก่อน”

นายสุทธิชัย หยุ่น กล่าว ข้อเสนอถึง 6 องค์กรสื่อ คือ ต้องรุกคืบในแง่วิชาชีพต่อ อยากเห็นองค์กรสื่อในการรวมตัวกันเป็น “วอร์รูม สงครามข่าว” เพราะในสงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามอ่าวเปอร์เซีย สื่อต้องนำความจริงมาบอกประชาชนให้มากที่สุด แต่ในทางการทหารต้องปกปิดข่าวร้ายมากที่สุด  องค์กรสื่อต้องทำหน้าที่ในภาวะสงคราม มีกลไกดาต้าข้อมูล ให้มี Fact check รัฐบาล เหมือนที่สมัยโดนัลทรัมป์ ที่ทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อเอมริกัน ชี้หน้าด่าว่าเป็นเฟคนิวส์ ที่คนฟังบ่อย ๆ ฟังทุกวันคนจะเชื่อว่าสื่อนั้น ๆ คือ เฟคนิวส์

“อยากเห็นองค์กรสื่อตั้งหน่วยกลาง จับมือกับสถาบันวิจัย รวบรวมข้อมูลตรวจสอบ โดยที่ประชาชนตรวจสอบมาที่ราได้ องค์กรสื่อต้องรวบรวมสรรพกำลัง ถ้าต่างคนต่างทำจะไม่มีพลังเพียงพอ  นี่หมายถึงการดูแถลงข่าวประจำวันของรัฐบาล ในการเจาะลึกรัฐบาลด้วย ต้องลึก ละเอียด มีเอกสารประกอบ  จะทำให้ประชาชนเห็นว่าสื่อกำลังช่วยเราทำงาน ไม่ใช่เพียงแค่เอาไมค์ไปจ่อ ตัวเลข ศบค. เท่าไร ต้องเป็นองค์กรสื่อที่เป็นกลุ่มก้อน ปรับภูมิทัศน์ในการทำงาน มากกว่าเป็นสถาบันสื่อ เราต้องมีข้อมูลดาต้า มีข้อมูลที่เราตรวจสอบเอง ประกบกับข้อมูลที่รัฐบาลออกมา”

ต้องทำอะไรที่มากกว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ไหนอย่างไร เป็นการบ้านที่ฝากถึงองค์กรสื่อในการสร้างความน่าเชื่อถือ ความจริงจะทำให้เราคิดใหม่ทั้งหมด ทุกคนเป็นนักข่าวได้ แต่นักข่าวที่เป็นมืออาชีพคือองค์กรสื่อ ที่สู้มาทุกยุคทุกสมัย ทุกครั้งเราก็โดนภัยคุกคามแบบครั้ง หลายครั้งเจอวิกฤติเราก็ไม่เคยแพ้ ผมก็เชื่อว่าครั้งนี้เราไม่แพ้ ความเป็นมืออาชีพเท่านั้นที่้เราจะฟันฝ่าสิ่งเหล่านี้ ถ้าเราตรวจสอบข่าวที่ออกมาทุกชิ้นที่ออกมาจากรัฐบาล โซเชียลมีเดีย จะสร้างความน่าเชื่อให้กับเรา

ด้าน นายกิตติ สิงหาปัด ผู้ดำเนินรายการข่าว 3 มิติ กล่าวว่า เราไม่ได้อยู่ในหัวใจของผู้ออกระเบียบว่าเขาคิดอย่างไร แต่ผมตีความว่า ไม่จำเป็นในการออกกฎหมาย และมองว่าเป็นการออกมาไม่แยกแยะ และหลายเรื่องสะท้อนความคิดลึกๆของรัฐบาลหรือไม่ จริงอยู่ทุกคนเป็นสื่อหมด แต่สื่อเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในกฎหมาย

เขาไม่ได้เข้าใจจิตวิญญาณวิชาชีพสื่อมวลชน ที่เป็นอาชีพเฉพาะ มีกรอบจริยธรรม มีความคิดที่เป็นอีกแบบหนึ่ง คุณจะเทียบนักข่าวกับโจรได้อย่างไร เพราะจะมีการนำไปตีความกลั่นแกล้งกันเต็มไปหมด เขาจะเอาภาพสื่อไปปนกับคนที่โจมตีรัฐบาล คิดว่าเป็นการออกกฎหมายมาไม่แยกแยะ เพราะจะคลุมหมด

“เราเป็นสื่อหวงแหนความน่าเชื่อถือจะตายไป เราจะรายงานเฟคนิวส์ให้มีปัญหาไปทำไม  ขอให้ทบทวนและเข้าใจจิตวิญญาณ อย่าเอาคนที่เขาทำสื่อสุจริตไปปนกับคนที่คุณมองเห็นหน้าเขาว่าเขาโจมตีคุณ”

อย่างไรก็ตาม ยืนยันเราไม่ได้หากินกับเฟคนิวส์อยู่แล้ว แต่ปัญหาที่จะตามมาคือการนำไปสู่การตีความ การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ เพราะเมื่อมีคำว่า “กระทบกับความมั่นคงของรัฐ” เมื่อไร จะมีคนตกเป็นเหยื่อเสมอ ขอให้องค์กรสื่อติดตามเรื่องนี้ต่อไป

ยืนยันว่า แนวทางที่ทำข่าวเสมอ คือการรายงานแบบรับผิดชอบ ไม่ได้หากินกับดราม่าของข่าว เพิ่มสีสันเพิ่มดีกรี คือ ให้ความจริงพูดด้วยตัวของมันเอง เราต้อง อธิบายเพิ่มบริบทของการรายงาน เวลาเข้าถึงข้อเท็จจริงได้ยาก วิธีแก้ปัญหาของผม คือให้นักข่าวลงพื้นที่ เพราะเป็นข้อมูลปฐมภูมิที่ดีที่สุด คุณจะชอบหรือไม่ไม่รู้ แต่นักข่าวเราเห็นมา เราไม่ได้ใส่อารมณ์ แต่นั่นคือข้อเท็จจริงที่เราจะใช้ในภาวะวิกฤติ

“ผมเห็นด้วยกับสมาคมวิชาชีพ เพราะผมเป็นคนหนึ่งในประชาคม ผมเห็นด้วยกับความพยายามในเรื่องที่จำเป็นเวลามีวิกฤติ ยืนยันว่าเรามีจริยธรรมจรรยาบรรณในการนำเสนอ การเลือกข่าวเราอยู่บนประโยชน์สาธารณจริง ๆ เราไม่เลือกข่าวที่ไม่มีประโยชน์ หลักที่เรายึดถือ คือ เราทำงานด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ยโสโอหัง ไม่ได้วิเศษมาจากไหน เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แต่เมื่องานเราทำออกไปแล้วมีผลกระทบ ก็ต้องพร้อมรับฟังและน้อมรับคำติชม หรือวิจารณ์ ถ้ารัฐบาลเข้าใจหลักอันนี้ก็ไม่ต้องมีกฎหมายพิเศษควบคุมบังคับ เพราะเรามีจริธรรมของเราที่ต้องเดินตามอยู่แล้ว”

นายนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว The Standard  กล่าวว่า การจะจับหรือจะปิดสื่อปัจจุบันยากมาก เพราะประชาชนสนับสนุนสื่ออยู่ แต่การออกกฎหมายมาแบบนี้คือข่มขู่ เพราะรู้ว่าตัวเองกำลังเพลี้ยงพล้ำ เพราะการควบคุมข้อมูลทางทหารคือให้คนเชื่อข้อมูลจากรัฐเท่านั้น จึงเกิด IO (ไอโอ) การควบคุมความจริงได้ คือการสั่งการให้เกิดน่าความเชื่อถือให้ตัวเองได้

นอกจากนี้ คำว่า เฟคนิวส์ ยังมีคำนิยามไม่ตรงกัน เคยไปศึกษงานที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งทรัมป์ เป็นคนหนึ่งที่ทำให้ เฟคนิวส์ เป็นความจริง คือ การชี้หน้าด่านักข่าว CNN ว่าคือ เฟคนิวส์ อะไรที่ตรงข้ามกับเขาคือเฟคนิวส์หมด  เป็นการบิดคำนิยามว่าคำว่าเฟคนิวส์ คือ คนที่ตรงข้ามกับเรา คิดไม่เหมือนกับเขา

ความหมายจริง ๆ ที่ผมศึกษามาคือ คำว่า fault ไม่เหมือน fake ที่เกิดขึ้นได้กับสื่อ แต่สื่อก็จะโดนตัดสินคือรับกรรมที่ทำลงไป แต่เราไม่ได้มีเจตนาแบบนี้  ส่วนที่นายกฯ โพสต์เฟซบุ๊ค ว่า ชัดเจนว่า อะไรที่เป็นข้อมูลข่าวสารกับสิ่งที่รัฐต้องการนำเสนอคือ เฟคนิวส์ รวมทั้ง รัฐมนตรีดีอีเอส ที่ตีความคล้ายๆกัน ที่จ้องการใช้คำว่าเฟคนิวส์ในการโจมตี

ผมถามกลับว่า อย่างเช่น การที่รัฐนำเสนอข้อมูล เช่น จะได้วัคซีนแอสตราแซเนเก้า 10 ล้านโดส แล้วทำไม่ได้ตามเป้า ถามว่านั่นถือเป็นเฟคนิวส์ได้หรือไม่ หรือ รมต.คนหนึ่งบอกว่ากรกฎาคมคนไทยจะมีวัคซีนเต็มแขน จะเรียกว่าเฟคได้หรือไม่

“ยืนยันว่า สื่ออยู่บนฐานข้อมูลข้อเท็จจริงเสมอ กองทัพข้าศึกมาอยู่หน้าประตูแล้ว ไม่มีใครปฏิเสธว่ามันคือศัตรู ที่เป็นข้อเท็จจริง สื่อทำตรวจสอบและเตือนว่าผิดพลาดตรงไหนอย่างไร ที่ไม่ได้ทำหน้าที่นำเสนออย่างที่รัฐต้องการ เพราะเขามีกรมประชาสัมพันธ์อยู่แล้ว และสิ่งที่กังวลกับกฎหมายฉบับนี้คือ กับประชาชนทั่วไปที่เอินฟลูเอ็นเซอร์ ที่กลัวว่าจะโดนอุ้มไหม เพราะกฎหมายกินความเป็นถึงตรงนั้นตามที่นายกรัฐมนตรีโพสต์แล้ว”

ภาวะโรคระบาดเปลี่ยนตลอดเวลา มีความรู้ใหม่ตลอดเวลา สื่อต้องลดอีโก้ลงเพราะมีข้อมูลใหม่ตลอดเวลา จากนักวิจัยก็ข้อมูลไม่เหมือนกัน ภาครัฐก็มีวิกฤติในการสื่อสาร ที่ทุกคนเห็นอยู่แล้ว มองเห็นถึงการไม่ลงรอยกันข้างใน สิ่งที่ต้องทำ คือรัฐต้องเลิกมองสื่อเป็นคู่ขัดแย้ง เพราะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

“รัฐบาลต้องโปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้ ถ้าเปิดเผยไม่ต้องกลัวเฟคนิวส์ ไม่ต้องหมกเม็ด เรื่องวัคซีน เรื่องเตียง เรื่องโรค สื่อก็ดึงข้อมูลกลางนั้นมานำเสนอ  รวมทั้งต้องสื่อสารตรงไปตรงมาชัดเจน เราอยู่กับโควิดมาสองปีแล้ว ถ้าดูประเทศอื่นเขาอาจจะล้มมาก่อนเรา แต่เขาลุกมาก่อนเรา สิ่งที่น่ากังวลตอนนี้คือเราอาจตกขบวนในการฟื้นตัว ไม่ใช่เวลาที่มองว่าใครคือคู่ขัดแย้ง แล้วชี้หน้าว่าใครคือเฟคนิวส์ อยากให้มองภาพใหญ่ ว่าเราคือส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาทั้งหมด ภาครัฐคือต้นทาง ถ้าต้น่ทางบอกว่าสื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา แล้วช่วยกันแก้ไขปัญหา เราเข้าใจว่าเหตุการณ์ใหญ่และยาก ทุกประเทศเขาก็ต้องทำงานร่วมกัน ถ้าเรายังไม่มองภาพใหญ่ ยังมองไม่เห็นตั้งแต่ต้นทาง อาจจะไม่เกิดผลดีทั้งหมด

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ (ผู้ก่อตั้ง Cofact Thailand) คำว่า เฟคนิวส์ หลายองค์กรระหว่างประเทศ ไม่อยากให้ใช้ เพราะมีอดีตผู้นำนำมาใช้ดิสเครดิสสื่อ แต่ความจริง cofact เราใช้คำว่า misinformation กระทรวงที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่า โรคระบาดกับข้อมูลข่าวสาร การรับมือที่ดีคือข้อเท็จจริงสำคัญที่สุด การปกป้องตัวเองที่ดีคือการไม่ปิดตาจากความจริง เพราะเป็นยุคที่ไม่ควรปิดบังความจริงจากยุคนี้

อะไรที่จะมาช่วย คือว่า free press ถ้าสังคมไม่มีเสรีภาพในการสื่อสารจะทำให้การโกหกเป็นข้อมูลหลัก ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใด ถ้าสังคมไม่มีเสรีภาพจะได้ฟังข้อมูลจากฝ่ายรัฐฝ่ายเดียว

บรรณาธิการสำนักข่าว AFP เคยพูดว่า โควิดเป็นเรื่องใหญ่ ทุกสื่อผิดพลาดได้ทั้งสิ้น แต่สื่อก็ต้องเพิ่มศักยภาพด้วย เพราะปัจจุบันต้องแปลข่าว สรุปข่าวอย่างรวดเร็ว อาจจะต้องลงทุนด้านอินฟอร์เมชั่นมากขึ้น ให้งบในการศึกษาค้นคว้า ในการแก้ปัญหาระยะยาว

ส่วนการที่รัฐใช้กฎหมาย มองว่าไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหา ถ้าปิดกั้นให้สื่อนำเสนอ จะส่งผลกับชีวิตของคนได้  อย่างไรก็ตามสิทธิเสรีภาต้องอยู่บนความรับผิดชอบ ที่รัฐบาลทำได้คือการทำ Open data ในระยะยาว เพราะอย่างเช่นเรื่องวัคซีน ถามว่าจะเช็คข้อมูลจากไหน คนจำขื่อเว็บไม่ได้ จำสายด่วนก็ไม่ได้ นั่นเป็นประสิทธิภาพในการให้ข้อมูลของรัฐ

และนอกจากนี้สุดท้ายแล้วก็ยังมีกฎหมายปกติในการดำเนินการกับสื่อ อาทิ พ.ร.บ.คอม กฎหมายหมิ่นประมาทฯ ไม่จำเป็นต้องใช้พ.ร.ก.ฉุกฉิน เพราะสื่อไม่ใช่อาชญากร อย่าเสียเวลาในการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ส่วนสื่อเองก็ต้องระวังพาดหัวมากขึ้น ช่วยลดดราม่าลงได้ และรัฐต้องนำข้อเท็จจริงมาโต้แย้ง แล้วให้ประชาชนตัดสินว่าควรจะเชื่อใคร

นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ หายไป 3 เรื่อง คือ (1.) จากที่เกี่ยวกับข่าวโควิดเท่านั้น, (2.) ต้องเป็นข่าวที่ไม่เป็นความจริงเท่านั้น และ (3.) ต้องมีการเตือนก่อน ขอให้ระงับก่อน จึงจะดำเนินการ ที่หายไป

การออกแถลงการณ์ฉบับแรกจึงขอความชัดเจนภาครัฐ จากนั้นมีการทวงถามในที่ประชุมที่ ศบค. ที่มีการเชิญสื่อไป ที่มี  เลขาสมช. เป็นประธานการประชุมและรับปากว่าส่งเรื่องให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แล้ว แต่ไม่มีคำตอบ จนกระทั่งมีนายกรัฐมนตรีโพสต์เฟซบุ๊ค “แสดงว่าที่ส่งเสียงไปไม่ได้ยิน หรือได้ยินแต่ไม่สนใจอะไร จึงมีแถลงการณ์ออกมา เพราะแสดงว่า ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดที่ลืมใส่ข้อที่หายไป แต่เป็นการตั้งใจตัดข้อความ 3 เรื่องนั้น และต้องการทราบว่ามีเจตนาอะไรกันแน่”

นายชวรงค์  กล่าวและว่า มองว่าเรื่องที่รัฐสื่อสารผิดพลาดเอง ที่ผ่านมารัฐไม่เคยยอมรับว่าคือข้อผิดพลาดจากตัวเอง แต่มองว่าฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐเป็นปัญหา ดังนั้นสิ่งที่จะทำต่อคงจะดำเนินการกดดัน ทักท้วง ทวงถาม เพราะเป็นภาระหน้าที่องค์กรสื่อ ในการรณรงค์ จัดโฟโต้เฟรม จัดเวทีเสวนา โดยจะเชิญอินฟลูเอ็นเซอร์มาพูดคุยกันในผลกระทบสิทธิการรับรู้ ส่วนข้อเสนอการมีวอร์รูมตามข้อเสนอของคุณสุทธิชัย หยุ่น นั้นมีการทำอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้เต็มรูปแบบมากนัก ซึ่งจะต้องมีการยกระดับมากขึ้น เพราะต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นด้วย

ขณะที่ นายมงคล บางประภา นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวยืนยันในหลักของเสรีภาพที่ทุกฝ่ายต้องมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และปัจจุบันเสรีภาพได้เบ่งบานในสังคมไทยและโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในการเข้าสู่ประชาธิปไตยทางตรง เพราะประชาชนสามารถส่งเสียงได้

โดยยืนยันว่า 6 องค์กรสื่อ ไม่ได้เลือกที่จะอยู่ฝ่ายใด แต่เราดูแลเสรีภาพในการแสดงออกของสื่อมวลชนและประชาชน แต่ถึงวันนี้การออกแถลงการณ์เราจะชี้จุดที่จะเป็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับเสรีภาพของสื่อ  ที่มีความสับสนที่ไม่เป็นเอกภาพไปถึงรัฐบาล “การทำหน้าที่ของ 6 องค์กรสื่อ อาจจะทำบทบาทแล้วอาจจะไม่ถูกใจทุกฝ่าย เพราะสังคมจะต้องมีฝ่ายที่นิ่งและดู แล้วพร้อมขยับในวันที่ยังไม่มีใครทำหน้าที่ตรงนั้น”

ด้าน นายพีระวัฒน์ โชติธรรมโม นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับดังกล่าว เปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระไปเยอะมาก กลายเป็นข่าวทุกข่าว ตัดพ.ร.บ.คอมออกด้วย ให้มีความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน กรอบความผิดก็ครอบคลุมถึงการเผยแพร่ ต้องพิสูจน์ความจริงในชั้นศาลหลังจากรัฐกล่าวหา ดังนั้นประชาชนมีสิทธิดำเนินคดีจากรัฐแล้วไปสู้คดีในศาล

เรื่องนี้ผมสื่อสารไปยัง ศบค. โดยตรงและประชุมร่วมกับ ศบค. ก็ทักท้วงแล้ว คล้อยหลังสองสัปดาห์ก็ยืนยันดำเนินการตามมาตรการ สำนักข่าวรอยเตอร์บอกว่า เป็นวิธีที่โลกประเทศฝั่งอาเซียนจะใช้กัน ที่ผู้มีอำนาจไม่อยากฟัง ก็ทำให้เป็นเฟคนิวส์แล้วดำเนินคดีทันที แล้วไปว่ากันในศาล เรากังวลเรื่องดุลพินิจการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ อาจจะเปิดช่องให้ไม่มีความรอบคอบไม่รัดกุม ถ้าอีกฝ่ายไม่พอใจใครคนใดคนหนึ่ง ไปดำเนินคดี การสื่อสารที่ผ่านมาจึงเหมือนไม่มีประโยน์โดยสิ้นเชิง รัฐกำลังเข้ามาเพราะหมากกำลังจนแต้ม ต้องทำทุกอย่างเพื่อหยุดข่าวที่กระทบต่อรัฐ

“สาเหตุที่เราออกมาแสดงจุดยืน เพราะเรากังวลว่า ถ้าไม่สามารถทำหน้าที่เสนอความจริงได้แล้วใครจะทำหน้าที่ในภาวะแบบนี้ องค์กรสื่อเราเดินทางมาถึงจุดที่เราทำเต็มที่แล้ว แต่รัฐยังเพิกเฉยกับท่าที ยืนยันองค์กรสื่อว่าจะดำเนินการต่อเนื่อง และรัฐต้องเปิดเผยข้อมูล ข่าวที่บิดเบือนรัฐก็ดำเนินการไป และขอให้ทบทวนพ.ร.กฉุกฉิน ถ้าเราต้องการเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน”

นายสุปัน รักเชื้อ รักษาการเลขาธิการสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวย้ำว่า ที่พูดอยู่บ่อย ๆ คือ เจตนาของประกาศนี้ เราอยู่ในโรคระบาดหรือรัฐกำลังปกป้องตัวเอง ซึ่ง 6 องค์กรสื่อ แค่ขอความชัดเนว่าเจตนาคืออะไร พร้อมกับเรียนถามนายวิษณุ  เครืองาม ว่า ข้อกฎหมายดังกล่าว ถ้าเป็นคำพูดของคน ในข้อกฎหมายใช้บังคับกฎหมายได้หรือไม่ อย่างเช่น ในการที่เขาโพสต์แจ้งข่าว โพสต์เรื่องแพร่เชื้อ เขาจะสร้างข่าวของเขาขึ้นมาจะเป็นข่าวที่สร้างความหวาดกลัวหรือไม่ อันนี้ต้องขอความชัดเจน

“ซึ่งในแถลงการณ์เราบอกว่ารัฐต้องไม่เหวี่ยงแหในข่าวสารที่ต่างจากรัฐ จึงต้องการให้แถลงเจตนารมณ์ให้ขัดเจน แต่กฎหมายก็คือกฎหมาย  เราไม่มีกลไกในการขัดขวางการแก้ปัญหาเฟคนิวส์ของรัฐ แต่ต้องการทราบเจตนารมณ์ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ออกว่า คืออะไร และยืนยันสื่อไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับฝ่ายใด”

นายระวี ตะวันธรงค์ นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวตอนท้าย ยืนยันว่า การออกมาเคลื่อนไหวขององค์กรสื่อ เราไม่ได้ทำเพื่อสื่อเราเอง แต่เราต้องแสดงถึงสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และยืนยันว่าสื่อมืออาชีพเราไม่ได้ต้องการข่าวปลอม เรายังสู้กับข่าวปลอม100 % เพื่อผลประโยชน์ที่ดีกับประชาชน

พร้อมกันนี้ขอเชิญชวนสื่อและประชาชนนำเปลี่ยนโปรไฟล์พิคเจอร์ของตัวเองได้ในโซเชียลมีเดีย ในการเป็นแคมเปญในการรณรงค์ที่รัฐพยายามคุกคามเสรีภาพสื่อและเสรีภาพประชาชนครั้งนี้

เพจสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

EXIM BANK แถลงผลการดำเนินงานเดือนมกราคม-มิถุนายน 2564 ขยายสินเชื่อและช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกระดับในภาวะวิกฤตได้ 9,400 ราย สร้างปริมาณธุรกิจกว่า 8.7 หมื่นล้านบาท คิดเป็นธุรกิจ SMEs 35%

EXIM BANK แถลงผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2564 ช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งด้านการให้คำปรึกษาและบริการทางการเงินในวิกฤตโควิด-19 ได้ 9,400 ราย วงเงินรวมกว่า 67,000 ล้านบาท ยอดสินเชื่อคงค้าง 137,409 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.62% จากปีก่อน ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ 87,888 ล้านบาท ในจำนวนนี้กว่า 35% เป็นธุรกิจ SMEs สินเชื่อโครงการระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 17% และสินเชื่อสนับสนุนการส่งออกและลงทุนของไทยไป CLMVเพิ่มขึ้นกว่า 18% ขณะเดียวกันสามารถควบคุมดูแลคุณภาพสินเชื่อ ทำให้อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อเท่ากับ 3.96% ลดลง 2.41% ทำให้ EXIM BANK มีผลกำไรสุทธิ 712 ล้านบาท

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) แถลงผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ EXIM BANK ได้ขยายบทบาทมากขึ้นในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินเพื่อประคับประคองและส่งเสริมธุรกิจส่งออก ลงทุน และที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาประเทศเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย EXIM BANK มีสินเชื่อคงค้าง 137,409 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,908 ล้านบาท หรือ 8.62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการค้า 33,772 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการลงทุน 103,637 ล้านบาทซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 14.09% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการให้สินเชื่อทั้งหมดของ EXIM BANK ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ (Business Turnover) 87,888 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นปริมาณธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เท่ากับ 31,516 ล้านบาท หรือคิดเป็น 35.86% สะท้อนความสำเร็จของ EXIM BANK ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทย โดยใช้นโยบาย Dual-track Policy ชูบทบาท “ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (Thailand Development Bank)” ควบคู่กับ “การเป็นศูนย์บริการครบวงจรเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างประเทศให้แก่ SMEs (One Stop Trading Facilitator for SMEs)”

ด้านการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยขยายฐานการค้าและการลงทุนไปยังต่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 EXIM BANK มีวงเงินสนับสนุนแก่สินเชื่อโครงการระหว่างประเทศรวมทั้งสิ้น 96,381 ล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อคงค้างจำนวน 62,079 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,165 ล้านบาท หรือคิดเป็น 17.32% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ EXIM BANK สนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการขยายการส่งออกและการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) เพิ่มมากขึ้น โดยครึ่งแรกของปี 2564 มีสินเชื่อคงค้างจำนวน 45,032 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,903 ล้านบาทหรือคิดเป็น 18.10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่น
ในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้รุกตลาด CLMV อาทิ เวียดนาม ที่มีเสถียรภาพและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง อีกทั้งยังมีความต้องการการลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนจำนวนมากเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ด้านบริการประกันการส่งออกและการลงทุน เพื่อเพิ่มความมั่นใจแก่ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทย โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้นำเข้าในต่างประเทศมีโอกาสชำระเงินล่าช้าหรือปฏิเสธการชำระค่าสินค้า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 EXIM BANK มีปริมาณธุรกิจด้านการรับประกันการส่งออกและการลงทุนเท่ากับ 96,620 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 5,828 ล้านบาท หรือ 6.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ EXIM BANK ยังทำหน้าที่สนับสนุนผู้ประกอบการทั้งในด้านการเงินและไม่ใช่การเงิน ด้วยการออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขยายระยะเวลาการชำระเงิน รวมถึงการพักชำระหนี้ รวมทั้งยังให้การสนับสนุนด้านข้อมูลและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถปรับตัวและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ผ่านการให้คำปรึกษาและจัดอบรมหรือสัมมนาออนไลน์ ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 EXIM BANK ได้ช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินแก่ผู้ประกอบการประมาณ 9,400 ราย เป็นวงเงินรวมกว่า 67,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ EXIM BANK มีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 ที่ 3.96% โดยมีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จำนวน 5,436 ล้านบาท มีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss) จำนวน 12,333 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง คิดเป็นอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) 226.86% ส่งผลให้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 EXIM BANK มีกำไรสุทธิเท่ากับ 712 ล้านบาท

“ในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง EXIM BANK ยังคงเดินหน้า ‘ซ่อม’ อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้กลับมาแข็งแรงและเดินหน้าต่อได้ ‘สร้าง’ อุตสาหกรรมของประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ด้วยส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี และ ‘เสริม’ สมดุลการค้าและการลงทุนของไทยในตลาดหลักและตลาดใหม่ (New Frontiers) รวมทั้งมุ่งสนับสนุนผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยอย่างครบวงจรตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ไม่ว่าในด้านข้อมูลความรู้และเครื่องมือทางการเงิน โดยสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและความต้องการของผู้ประกอบการที่แตกต่างกันไปในแต่ละระดับธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม เพื่อรอโอกาสที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอีกครั้ง
ในระยะข้างหน้า” ดร.รักษ์ กล่าว

ออมสิน แจ้งลูกหนี้ตรวจสอบสิทธิ์พักหนี้ 6 เดือน ทำรายการบนแอป MyMo

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารได้ออกมาตรการพักชำระหนี้ลูกค้าสินเชื่อรายย่อยที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 200,000 บาท โดยให้พักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 6 งวด เริ่มตั้งแต่งวด ก.ค.- ธ.ค. 64 ซึ่งมีลูกค้าประมาณ 750,000 รายที่มีสิทธิ์เข้าร่วมมาตรการ โดยธนาคารได้เริ่มทยอยเปิดสิทธิ์ให้ลูกค้าสามารถกดเข้าร่วมมาตรการผ่านแอป MyMo แล้วกว่า 348,000 ราย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ภายในเวลา 3 วันมีลูกค้าเข้ากดรับสิทธิ์แล้วประมาณ 50,000 ราย ซึ่งธนาคารจะเริ่มเปิดสิทธิ์เฟสที่สองช่วงต้นเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป สิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม 2564

ทั้งนี้ เพื่อให้ลูกค้าได้รับสิทธิ์ตามมาตรการอย่างทั่วถึง และสะดวกรวดเร็ว จึงขอให้ลูกค้าสินเชื่อรายย่อยที่ได้รับผลกระทบ โปรดเร่งเข้าตรวจสอบสิทธิ์ในแอป MyMoและกดทำรายการได้ทันทีที่ปรากฎเมนูพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ส่วนผู้ที่ยังไม่มีแอป MyMo แต่มีบัตรเดบิต สามารถดาวน์โหลดและเปิดใช้งานแอป MyMo ด้วยตนเองได้โดยใช้ข้อมูลบัตรเดบิต ซึ่งจะได้รับความสะดวกในการขอพักชำระหนี้โดยไม่ต้องเดินทางไปติดต่อที่สาขาธนาคาร และเป็นการลดความเสี่ยงการติดเชื้อในช่วงนี้อีกด้วย

โดยลูกค้าสามารถศึกษาวิธีการดาวน์โหลดและเปิดใช้แอป MyMo ด้วยตนเองได้ที่ www.gsb.or.th หรือสอบถามที่ GSB Contact Center โทร. 1115 กด 1

อนึ่ง นับตั้งแต่ต้นปี 2564 ธนาคารได้ออกมาตรการพักชำระหนี้ช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ มาตรการพักชำระหนี้ 6 เดือนแก่ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ SMEs ประเภทกิจการร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ต เกสต์เฮาส์เซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ / มาตรการพักชำระหนี้ 2 เดือน แก่กิจการที่ทางราชการประกาศปิด / มาตรการตามมหกรรมแก้หนี้ครู และบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น รวมช่วยเหลือลูกหนี้แล้วจำนวนกว่า 8 แสนราย คิดเป็นมูลหนี้ประมาณ 4 แสนล้านบาท

DITP เติมเต็มศักยภาพผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ปูทางสู่ตลาด โลกติวเข้มพัฒนาสินค้าเพิ่มมูลค่าส่งออก พร้อมเปิดเทรนด์ที่แบรนด์ต้องรู้ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินหน้าเปิด “โครงการพัฒนาศักยภาพ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดต่างประเทศ” เร่งเครื่องยกระดับผู้ประกอบการสมุนไพรไทย พัฒนาองค์ความรู้ เสริมทักษะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างครบวงจร มุ่งเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อขยายสู่ตลาดสากลและเปิดตลาดใหม่ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของขวัญ ของฝาก ของที่ระลึก ตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดต่างประเทศ ปี 2564 จัดขึ้นเป็นปีแรกเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานและสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้แก่ผลิตภัณฑ์สมุนไพรผ่านการแลกเปลี่ยนแนวคิด และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ พร้อมเสริมทักษะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างครบวงจร ผ่านกิจกรรมของโครงการฯ ภายใต้แนวคิด “SHAPE YOUR BRAND” สร้างความแตกต่าง เพื่อการจดจำและการรับรู้ BRAND โดยการออกแบบบรรจุภัณฑ์สู่ สากล “SHARING KNOWLEDGE” แบ่งปันความรู้และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และ “SHIFT TO NEW MARKET” ปรับเปลี่ยนเพื่อเป็นโอกาสในการเปิดสู่ตลาดใหม่

ล่าสุดได้มีการจัดกิจกรรมอบรมความรู้ (Pool Training) ภายใต้แนวคิด “SHAPE YOUR BRAND” โดยมีวิทยากรจาก 4 แบรนด์ชั้นนำมาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับ การสร้างความแตกต่างของแบรนด์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถนำไปประยุกต์และต่อยอดในการพัฒนาตนเองต่อไป

นางพัชรี ภักดีบุตร ผู้ก่อตั้ง ERB ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันการเลือกกลุ่มเป้าหมายในการทำการตลาดของผลิตภัณฑ์จะมุ่งเน้นไปที่ไลฟ์สไตล์มากกว่าการเลือกตามเพศ หรือ อายุ เหมือนในอดีต ดังนั้นการสร้างแบรนด์ที่มีเรื่องราว (Storytelling) และการนำเสนอที่มี เอกลักษณ์และสร้างสรรค์ พร้อมเลือกใช้รูปที่สวยงามเพื่อสร้างการจดจำ รวมถึงวางกลยุทธ์ คิดนอกกรอบ (Out Standing) จะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น นอกจากนี้แล้ว การออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม และการสร้างความยั่งยืน ก็จะช่วยสร้างโอกาสในการเติบโตระยะยาวตามแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น

นายสมชนะ กังวารจิตต์ ผู้ก่อตั้งสตูดิโอออกแบบ PROMPT DESIGNให้ข้อคิดเกี่ยวกับการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ผ่านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ว่า ที่ผ่านมามีแบรนด์ไทยจำนวนมากประสบความสำเร็จจากการปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้มีความโดดเด่นและทำให้ลูกค้าจดจำได้ รวมถึงการเพิ่มฟังก์ชันในการใช้งาน ส่งผลให้ลูกค้าสนใจที่จะเลือกซื้อบรรจุภัณฑ์เพื่อเป็นของสะสม และนำไปใช้งานต่อ จึงสามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง

นายณัทธร รักษ์ชนะ ผู้ก่อตั้ง KARMAKAMET แบ่งปันประสบการณ์ว่า การผสานองค์ความรู้จากภูมิปัญญาสู่การสร้างแบรนด์ให้เป็นสากล ต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจ ในผลิตภัณฑ์ที่มีความเชี่ยวชาญมากที่สุด รวมถึงต้องเข้าใจปัญหาและความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับตลาด ตลอดจนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้บริโภค นอกจากนี้ การตลาดออนไลน์ควรมุ่งเน้น การสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายที่มาใช้บริการ รวมถึงมีการจัดทำข้อมูล (DATA) ขององค์กรเพื่อสร้างประโยชน์แก่องค์กรในระยะยาว

นางปารีสา จาตนิลพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโสพัฒนาธุรกิจค้าปลีกของ SIAM PIWAT ชี้ให้เห็นว่า เทรนด์การทำตลาดได้มุ่งไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงต้องปรับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกัน พร้อมด้วยการเล่าเรื่องของแบรนด์ (Storytelling) ที่ต้องสร้างอารมณ์และความรู้สึกแก่ผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยสร้างแบรนด์และความยั่งยืนให้แก่แบรนด์ นอกจากนี้ พลังโซเซียลมีเดีย (Power of Social Media) เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการตลาดในปัจจุบัน การทำให้ลูกค้าบอกต่อและนำไปโพสต์ต่อ ลูกค้าสามารถเป็นผู้ช่วยเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์ และจัดทำโปรโมชั่นเพื่อให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการตลาดแบบ Viral Marketing และเป็นที่นิยมในปัจจุบัน

สมาคมธนาคารไทย” เดินหน้าช่วยลูกค้าทุกกลุ่ม ยกระดับแผน BCP แนะลูกค้าทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิก เดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม ช่วงเดือนกรกฎาคม 2563 มีลูกค้าสินเชื่อขนาดใหญ่ SME และรายย่อย ขอรับความช่วยเหลือสูงสุด 6 ล้านบัญชี วงเงิน 4.25 ล้านล้านบาท เผยที่ผ่านมา มีลูกค้าบางส่วนออกจากมาตรการเนื่องจากกลับมาชำระหนี้ได้ ล่าสุดมีลูกค้าอยู่ภายใต้การให้ความช่วยเหลือ 1.89 ล้านบัญชี วงเงินรวมกว่า 2 ล้านล้านบาท ยกระดับแผน BCP รับมือโควิด-19 ระลอกใหม่ เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมปฏิบัติตามมาตรการของภาครัฐอย่างเคร่งครัด แนะทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ลดความเสี่ยงการระบาด

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 ธนาคารสมาชิกได้ให้ความช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ตามมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยในเดือนกรกฏาคม 2563 มีลูกค้าขอรับความช่วยเหลือสูงสุดจำนวน 6 ล้านบัญชี วงเงินความช่วยเหลือรวม 4.25 ล้านล้านบาท เป็นวงเงินสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ 8 แสนล้านบาท ลูกค้า SME 1.8 ล้านล้านบาท และลูกค้ารายย่อย 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมา มีลูกค้าบางส่วนได้ออกจากมาตรการเนื่องจากกลับมาชำระหนี้ได้ในช่วงที่สถานการณ์ดีขึ้น ล่าสุด ยังมีลูกค้าอยู่ภายใต้การให้ความช่วยเหลือรวม 1.89 ล้านบัญชี คิดเป็นวงเงินช่วยเหลือกว่า 2 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินสินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ 5.6 แสนล้านบาท ลูกค้า SME 8.2 แสนล้านบาท และลูกค้ารายย่อย 6.2 แสนล้านบาท สำหรับมาตรการเสริมสภาพคล่อง เพื่อประคับประคองธุรกิจตามมาตรการช่วยเหลือของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารสมาชิกได้อนุมัติวงเงินสินเชื่อเสริมสภาพคล่องกว่า 2.16 แสนล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ประมาณ 1.38 แสนล้านบาท และวงเงินสินเชื่อฟื้นฟูธุรกิจที่อนุมัติไปแล้วกว่า 7.8 หมื่นล้านบาท โดยตั้งเป้าหมาย 1 แสนล้านบาทในเดือนตุลาคมนี้ อย่างไรก็ตาม ทุกธนาคารยังคงเดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าอย่างเต็มที่ โดยจะทยอยพิจารณาให้การช่วยเหลือผ่านวงเงินดังกล่าวอย่างต่อเนื่องต่อไป

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย ได้หารือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อลูกค้าทุกกลุ่ม โดยพร้อมมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเพิ่มเติม หากสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม ภาคธนาคารได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 เมื่อต้นปี 2563 โดยในช่วงแรกออกมาตรการช่วยเหลือเป็นการทั่วไป เป็นมาตรการเร่งด่วน ทั้งการพักชำระเงินต้น ดอกเบี้ย และขยายระยะเวลาชำระหนี้ เพื่อลดภาระทางการเงินให้กับลูกค้า เสริมสภาพคล่องด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) หลังจากนั้นได้ออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือลูกค้าให้ตรงจุด เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ และเมื่อมีการระบาดระลอกใหม่ทำให้เศรษฐกิจต้องใช้เวลานานขึ้นในการฟื้นตัว จึงมีมาตรการฟื้นฟูธุรกิจเพิ่มเติม ประกอบด้วย สินเชื่อฟื้นฟูธุรกิจ วงเงิน 250,000 ล้านบาท และมาตรการพักทรัพย์พักหนี้ วงเงิน 100,000 ล้านบาท พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้ารายย่อย ระยะที่ 3 และล่าสุดได้ออกมาตรการเร่งด่วนด้วยการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้า SMEs และลูกค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เป็นระยะเวลา 2 เดือน ทั้งที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบการ ในพื้นที่ควบคุมฯ และนอกพื้นที่ควบคุมฯ ที่ต้องปิดกิจการจากมาตรการของทางการ

“ทั้งนี้ ธนาคารสมาชิกได้บริหารจัดการธุรกิจด้วยความระมัดระวัง เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19 และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้ว่าภาพรวมผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งปี 2564 แสดงผลการดำเนินงานที่ยังเติบโตต่อเนื่อง แต่บางส่วนเป็นการบันทึกรายได้ดอกเบี้ยค้างรับของมาตรการช่วยเหลือลูกค้า ซึ่งยังไม่ได้มีการชำระจริงและยังอาจกลายเป็นหนี้เสียได้ อย่างไรก็ตาม ภาพรวม NPL ในระบบแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย สะท้อนถึงการให้ความช่วยเหลือได้ทันการณ์ ซึ่งนอกจากการให้สินเชื่อผ่าน Soft Loan และสินเชื่อฟื้นฟูแล้ว ธนาคารพาณิชย์ยังปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ตามวงเงินที่มีอยู่เดิมเพิ่มขึ้น และยังคงให้ความสำคัญกับการกันสำรองอย่างเข้มงวดต่อไป เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต และต้องไม่เกิดผลกระทบกับเสถียรภาพและระบบสถาบันการเงินของประเทศ”

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด- 19 ระลอกใหม่ที่รุนแรงขึ้น สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิกยังได้ยกระดับแผน Business Continuity Planning หรือ BCP เพื่อความต่อเนื่องในการให้บริการ โดยคำนึงความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานเป็นสำคัญ ทั้งนี้ แผน BCP ครอบคลุมทั้งการปฎิบัติตามมาตรการของทางการ ระบบการให้บริการ การจัดสรรพนักงาน และการสำรองเงินสดให้เพียงพอ อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ลูกค้าทำธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้ง Mobile Application Internet Banking และ ตู้ ATM ซึ่งสามารถทำธุรกรรมได้หลากหลาย ทั้งฝาก-ถอนเงินสด โอนเงิน จ่ายบิล การยืนยันตัวตน รวมถึงบริการผูกบัญชีพร้อมเพย์ โดยไม่ต้องเดินทางมาที่สาขา เพื่อความสะดวก และลดความเสี่ยง

ทั้งนี้ ได้ติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด ได้มีการปฏิบัติงานจากที่บ้าน หรือ Work From Home ขั้นสูงสุด ส่วนพนักงานที่ต้องปฏิบัติงานในสาขา ซึ่งถือว่าเป็นบุคลากรด่านหน้าและเป็นกลุ่มเสี่ยง ธนาคารสมาชิกก็พยายามเร่งจัดหาวัคซีนและกระจายฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด พร้อมจัดการระบบให้บริการที่สาขาให้เป็นไปตามมาตรการด้านสาธารณสุข

นอกจากมาตรการช่วยเหลือลูกค้าแล้ว สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิก ยังสนับสนุนการทำงานของทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในการป้องกันและรักษาผู้ติดเชื้อ ในปี 2563 โดยบริจาคให้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลราชวิถี สถาบันบำราศนราดูร และสภากาชาดไทย จำนวนเงิน 50 ล้านบาท สำหรับในปี 2564 ธนาคารสมาชิกยังคงสนับสนุนการทำงานอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนทุนทรัพย์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ ขณะเดียวกัน ยังเป็นกำลังสำคัญร่วมกับภาคีเครือข่าย สนับสนุน โครงการ “ไทยร่วมใจ กรุงเทพฯ ปลอดภัย” ซึ่งเป็นการผนึกความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาครัฐและเครือข่ายภาคีเอกชน ในการเร่งกระจายวัคซีนให้กับประชาชน โดยสนับสนุนศูนย์ฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาลในโครงการไทยร่วมใจฯ 25 แห่ง ศูนย์ฉีดวัคซีนสำนักงานประกันสังคมเพื่อผู้ประกันตน ม.33 อีก 69 แห่ง รวมถึงจุดบริการฉีดวัคซีนของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงสุด โดยธนาคารสมาชิกได้ให้การสนับสนุนทั้งด้านสถานที่ บุคลากร และ
จัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือในการดำเนินงานอีกด้วย

KKP ตั้งเป้าสินเชื่อโตร้อยละ 8-12 ครึ่งปีแรกตลาดทุนหนุนรายได้ โตต่อเนื่อง ตั้งสำรองเพิ่มรับความเสี่ยง

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร-KKP แถลงผลประกอบการครึ่งปีแรก 2564 ในงานแถลงข่าวรูปแบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมว่า ภาพรวมธุรกิจของทั้งกลุ่มธุรกิจฯ เติบโตได้ดี ทั้งในส่วนของธุรกิจธนาคารพาณิชย์และธุรกิจตลาดทุน มีกำไรสุทธิ 2,817 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 เมื่อเทียบกับปี 2563 ในส่วนของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ สินเชื่อขยายตัวขึ้นร้อยละ 6.6 จากเมื่อสิ้นปี 2563 โดยเฉพาะในกลุ่มของสินเชื่อที่มีหลักประกัน (collateralized) เช่น สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์หรือสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับรายย่อย หรือสินเชื่อสำหรับบรรษัทกลุ่มที่มีเครดิตดี นับเป็นผลสำเร็จจากกลยุทธ์การเติบโตอย่างระมัดระวัง ซึ่งช่วยรักษาผลตอบแทนที่ดีท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ตลอดจนการควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน ในส่วนของธุรกิจตลาดทุน มีผลประกอบการที่ดีในทุกกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ ซึ่งยังคงครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับหนึ่งและได้รับผลดีจากปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและธุรกิจจัดการกองทุน ที่มีสินทรัพย์ภายใต้คำแนะนำหรือการจัดการเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 และร้อยละ 12 ตามลำดับ ธุรกิจวาณิชธนกิจ ที่มีรายได้จากค่าธรรมเนียมของการดำเนินการธุรกรรมขนาดใหญ่ในครึ่งปีแรกเสร็จสิ้น และธุรกิจการลงทุนโดยตรงที่มีรายได้เบ็ดเสร็จกว่า 1,103 ล้านบาท

นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (Mr. Aphinant Klewpatinond, Chief Executive Officer, Kiatnakin Phatra Financial Group) เผยว่า “ผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรโดยรวมมีความแข็งแรงจากแหล่งที่มารายได้ที่หลากหลาย โดยเฉพาะธุรกิจตลาดทุนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 มากเท่าภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นมาตรการเชิงป้องกันต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดซึ่งยังมีความไม่แน่นอนและอาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในอนาคต ธนาคารจึงยังคงตั้งสำรองอยู่ในระดับที่สูง โดยสำหรับไตรมาส 2/2564 เป็นจำนวน 1,378 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ได้มีการพิจารณาตั้งสำรองพิเศษ (Management Overlay) รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ สำหรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในระยะต่อไป เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในระยะที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดว่าส่งผลกระทบไม่สม่ำเสมอกันสำหรับลูกค้าในแต่ละกลุ่ม กลุ่มธุรกิจฯ จึงยังตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อรวมแบบระมัดระวัง ในกลุ่มที่มีศักยภาพที่ร้อยละ 8-12 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสินเชื่อกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อีกทั้งยังเตรียมพร้อม สำหรับการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่”

ด้านนายฟิลิป เชียง ชอง แทน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) (Mr.Philip Chen Chong Tan, President, Kiatnakin Phatra Bank Public Company Limited) ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ว่า “ในสถานการณ์โควิด-19 การรักษาการเติบโตในสินเชื่อกลุ่มที่มีคุณภาพและมีความสามารถที่จะชำระหนี้จะช่วยรักษาอัตราผลตอบแทนของพอร์ตสินเชื่อรวมให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ดังนั้น กลยุทธ์ด้านสินเชื่อของธนาคารคือการเติบโตแบบระมัดระวังในกลุ่มที่มีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการตั้งสำรองอย่างระมัดระวังสำหรับผลขาดทุนด้านเครดิต และการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น สิ่งที่ธนาคารให้ความสำคัญอย่างมาก ก็คือการให้ความช่วยเหลือกับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไม่ว่าสินเชื่อรายย่อย หรือสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์อาจดำเนินติดต่อไปเป็นระยะเวลานาน ทั้งนี้ ธนาคารได้ใช้ข้อมูลการชำระหนี้ของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มาออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่ตอบโจทย์ที่สุด โดยปัจจุบัน ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าในทุกประเภทสินเชื่อคิดเป็นกว่าร้อยละ 40 ของสินเชื่อทั้งหมดของธนาคาร”

นายปรีชา เตชรุ่งชัยกุล ประธานสายการเงินและงบประมาณ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) (Mr. Preecha Techarungchaikul, Head of Finance and Budgeting, Kiatnakin Phatra Bank Public Company Limited) ให้รายละเอียดผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2564 ว่า “กลุ่มธุรกิจฯ มีกำไรสุทธิเท่ากับ 2,817 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 จากครึ่งปีแรก 2563 โดยเป็นกำไรสุทธิของธุรกิจตลาดทุน จำนวน 936 ล้านบาท ในส่วนของ ปริมาณการตั้งสำรองสำหรับปี 2564 มีอัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ที่ร้อยละ 160.1 นอกจากนี้ ธนาคารมีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิรวมถึงรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 7,624 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.6 ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 3,726 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.2 จากครึ่งปีแรก 2563 และธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio)คำนวณตามเกณฑ์ Basel III ซึ่งรวมกำไรถึงสิ้นไตรมาส 2/2564 อยู่ที่ร้อยละ 17.89 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1จะเท่ากับร้อยละ 13.51”

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจ “โค้งต่อไปของเศรษฐกิจ และโควิด-19” ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP Research บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) (Dr. Pipat Luengnaruemitchai, Chief Economist, KKP Research, Kiatnakin Phatra Securities Public Company Limited) เผยว่า “บล. เกียรตินาคินภัทร ประเมินว่า ด้วยการฉีดวัคซีนที่เริ่มต้นช้าและปริมาณวัคซีนที่จัดหาได้มีน้อยกว่าที่คาด สัดส่วนของประชากรที่ได้รับวัคซีนครบสองโดสซึ่งมีเพียง 5% ในปัจจุบัน จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้ามาก ภายในสิ้นปีจะมีประชากรเพียง ประมาณ 35% ที่ได้รับวัคซีนครบสองโดส ทำให้การแพร่ระบาดและมาตรการล็อคดาวน์อาจจะมีต่อเนื่องไปอย่างน้อยอีกสามเดือน ในกรณีฐาน ได้ปรับลดการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2564 เหลือ 0.5% ส่วนในกรณีที่การระบาดรุนแรงกว่า การล็อคดาวน์อาจยาวนานและรุนแรงกว่า หรือต้องมีการปรับความเข้มข้นของมาตรการล็อคดาวน์ จนกระทบต่อภาคการผลิต และการส่งออกที่เป็นความหวังสำคัญ เศรษฐกิจอาจหดตัว 0.8% ทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งได้
การหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่รุนแรงและยาวนานกว่าการระบาดสองครั้งแรก จะส่งผลอย่างรุนแรงต่อวิถีชีวิต การจ้างงาน กระแสเงินสด ฐานะทางการเงิน และความสามารถในการจ่ายคืนหนี้ของครัวเรือนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ดังนั้น รัฐบาลควรต้อง
(1) มีการวางแผนการใช้มาตรการล็อคดาวน์ที่รอบคอบ สอดคล้องกับสถานการณ์และระดับศักยภาพของระบบสาธารณสุข และสื่อสารกับประชาชนอย่างโปร่งใส
(2) การเพิ่มศักยภาพในการตรวจ สอบสวนโรค และรักษา และเร่งจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิผลเพื่อเพิ่มสัดส่วนของประชากรที่มีภูมิคุ้มกัน
(3) ออกมาตรการเยียวยาและช่วยเหลือที่เพียงพอและเหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อลดผลกระทบและป้องกันไม่ให้เกิดแผลเป็นถาวรทางเศรษฐกิจ
(4) เตรียมการเพื่อกระตุ้นและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจหลังโควิด และ
(5) รักษาความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของระบบการเงิน

ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะต่อรายได้ของไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใกล้เพดานวินัยทางคลังที่ร้อยละ 60 และคาดว่าจะเกินระดับดังกล่าวในปี 2565 แต่ด้วยระดับอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง รัฐบาลยังมีศักยภาพในการสร้างหนี้เพิ่มขึ้นได้ หากมีความจำเป็น แต่รัฐบาลต้องมีแผนในการปรับลดการขาดดุลในอนาคตเพื่อรักษาวินัยทางการคลังและความเชื่อมั่น และต้องมีการจัดลำดับของการใช้จ่ายในปัจจุบันให้สอดคล้องกับความจำเป็นของสถานการณ์”

เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมกับ มูลนิธิเมืองไทยยิ้มบริจาคอุปกรณ์ปกป้อง ทางเดินหายใจ (PAPR) แก่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายแพทย์วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมกับมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม โดยนางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองประธานกรรมการมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม บริจาคอุปกรณ์ปกป้องทางเดินหายใจแบบจ่ายอากาศบริสุทธิ์ Powered Air Purifying Respirator (PAPR) จำนวน 5 เครื่องให้กับทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อนำไปเป็นอุปกรณ์ป้องกันให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ได้ใช้ประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยวิกฤตติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยมีนายแพทย์วัฒน์ชัย มิ่งบรรเจิดสุขนายแพทย์ชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการ ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ นายมนตรี อุปมัย หัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์และแผน ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ รับมอบ ณ เมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

แอดในเนื้อข่าว