แอดบนเมนู

ไทยประกันชีวิตจัดกิจกรรม “ไทยประกันชีวิต LIFE FIT 4 YOU ซีรีส์ 3 Sweat is Fat Crying” รูปแบบ Virtual Activities พร้อมโปรโมชั่นเพียบเอาใจสายสุขภาพ และสิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิกไทยประกันชีวิต INFINITE/ไทยประกันชีวิต LIFE FIT

ไทยประกันชีวิตจัดกิจกรรม “ไทยประกันชีวิต LIFE FIT 4 YOU ซีรีส์ 3 Sweat is Fat Crying” รูปแบบ Virtual Activities พร้อมโปรโมชั่นเพียบเอาใจสายสุขภาพ และสิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิกไทยประกันชีวิต INFINITE/ไทยประกันชีวิต LIFE FIT นอกจากนี้ยังได้ร่วมทำบุญโดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการสมัครสมทบโครงการหนึ่งคนให้ หลายคนรับ เพื่อชีวิตใหม่หัวใจเด็ก

นางดวงเดือน คงคาสวัสดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ไทยประกันชีวิตดำเนินธุรกิจมุ่งสู่การเป็นทุกคำตอบของชีวิต หรือ Life Solutions ผ่านการส่งมอบสุขภาพดี ชีวิตที่มั่งคั่งมั่นคง และชีวิตที่ดีมีความสุขให้กับลูกค้า พร้อมสร้างแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพผ่านกิจกรรมรูปแบบต่างๆ บนแนวคิดการส่งเสริมสุขภาพดีครบวงจร หรือ Eco-Health System

ดังนั้น เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพดีอย่างต่อเนื่องในสถานการณ์ที่ต้องระมัดระวังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 บริษัทฯ จึงร่วมมือกับบริษัท ไทยดอทรัน จำกัด จัดกิจกรรม “ไทยประกันชีวิต LIFE FIT 4 YOU : สุขภาพดี ฟิตรอบด้าน” ในรูปแบบกิจกรรมเสมือนจริง หรือ Virtual Activities 4 ซีรีส์ ตลอดทั้งปี 2564 ซึ่งปัจจุบันเป็นซีรีส์ที่ 3 “Sweat Is Fat Crying” ในภารกิจท้าทายความสามารถ (Challenge) สะสมเวลาจากการออกกำลังกายรูปแบบใดก็ได้ อาทิ การเวทเทรนนิ่ง โยคะ การเดิน การวิ่งบนลู่ ฯลฯ ให้ครบ 300 นาที หรือเท่ากับ 5 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง คลายความเครียด และมีภูมิต้านทานที่ดี เหมาะกับภาวะปัจจุบันที่ต้องเสริมสร้างสุขภาพทั้งกายและใจ ให้แข็งแรง

นอกจากนี้ ไทยประกันชีวิตยังได้ร่วมกับ Jason แบรนด์ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ออกกำลังกายชั้นนำ จัดโปรโมชั่นพิเศษ 4 แพ็กเกจสำหรับผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย
•แพ็กเกจที่ 1 เป็นแพ็กเกจพื้นฐาน โดยผู้สมัครจะได้รับเสื้อที่ระลึก Sweat Today Stronger Tomorrow จำนวน 1 ตัว E-BIB (หมายเลขแข่งขันออนไลน์) และ E-Certificate (ผลการออกกำลังกายออนไลน์) และโค้ด/คูปองส่วนลด 15% สำหรับซื้อผลิตภัณฑ์ Jason ผ่านช่องทางไลน์ JasonMyFitness
•แพ็กเกจที่ 2 ผู้สมัครจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามแพ็กเกจพื้นฐาน พร้อมผลิตภัณฑ์ออกกำลังกาย Jason X-BURNER เป็นชุดเบิร์นกระชับสัดส่วนร่างกาย ประกอบด้วยอุปกรณ์จำนวน 3 ชิ้น
•แพ็กเกจที่ 3 ผู้สมัครได้รับสิทธิประโยชน์ตามแพ็กเกจพื้นฐาน พร้อมผลิตภัณฑ์ออกกำลังกาย Jason X-RELEASE ชุดยืดกล้ามเนื้อคลายปวดเมื่อย และ
•แพ็กเกจที่ 4 ผู้สมัครจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามแพ็กเกจพื้นฐานแล้ว ยังได้รับผลิตภัณฑ์ออกกำลังกายชุด Jason X-BURNER และ Jason X-RELEASE ครบชุด และทุกการสมัครเข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับสิทธิ์จับรางวัลเพื่อลุ้นรับผลิตภัณฑ์ X – Tra Lite ชุดซัพพอร์ตข้อเท้า และ X- Release 4 Runner อุปกรณ์สำหรับยืดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ โดยแจกรางวัลทุกสิ้นเดือนตลอดระยะเวลากิจกรรมในซีรีส์ 3

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมอบสิทธิพิเศษที่มากกว่าให้กับสมาชิกไทยประกันชีวิต INFINITE และสมาชิกโครงการไทยประกันชีวิต ไลฟ์ฟิต สำหรับการสมัครแพ็กเกจที่ 1 เท่านั้น โดยสมาชิกไทยประกันชีวิต INFINITE 100 คนแรกที่สมัครเข้าร่วมกิจกรรม ในแพ็กเกจที่ 1 จะได้รับส่วนลด 50% และสมาชิกไทยประกันชีวิต ไลฟ์ฟิต 50 คนแรกที่สมัครเข้าร่วมกิจกรรมในแพ็กเกจที่ 1 จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต
นางดวงเดือนกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมไทยประกันชีวิต LIFE FIT 4 YOU ยังมีส่วนร่วมในการทำบุญ โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากค่าสมัครจะมอบให้กับมูลนิธิหนึ่งคนให้ หลายคนรับ ในโครงการ “หนึ่งคนให้ หลายคนรับ เพื่อชีวิตใหม่หัวใจเด็ก” สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายผ่าตัดผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่ขาดแคลนทุนทรัพย์อีกด้วย

โดยผู้ที่สนใจกิจกรรมซีรีส์ 3 นี้ สามารถเลือกสมัครแพ็กเกจที่ต้องการผ่านทางเว็บไซต์ https://race.thai.run/sweat ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2564 โดยเริ่มนับเวลาสะสมพร้อมส่งผลการออกกำลังกายผ่านระบบออนไลน์ที่เชื่อมกับระบบกับนาฬิกา หรือแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ได้ที่ https://vr.thai.run/sweat จนถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2564 รวมถึงสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมในแต่ละซีรีส์ผ่านทางเว็บไซต์ race.thai.run

ไทยพาณิชย์ ผนึก ดิจิทัล เวนเจอร์ส ส่งแพลตฟอร์ม PayZave ฉีกกฎการ ชำระเงินให้คู่ค้าซัพพลายเชน รับ-จ่ายไม่ต้องรอเครดิตเทอม

เปิดทางรายใหญ่ช่วยรายเล็กบริหารสภาพคล่องแบบวินวินฝ่าวิกฤตโควิด-19ธนาคารไทยพาณิชย์ มุ่งมั่นสร้างสรรค์บริการและเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจไทยให้ก้าวพ้นมหาวิกฤตโควิด-19 ผนึกกำลัง ดิจิทัล เวนเจอร์ส ต่อยอดแนวคิด “รายใหญ่ช่วยรายเล็ก” พัฒนา PayZave แพลตฟอร์มดิจิทัลครั้งแรกของประเทศไทยทลายกำแพงเครดิตเทอม สร้างมาตรฐานใหม่ในการชำระเงินระหว่างคู่ค้าให้รับ-จ่ายทันทีแบบไม่ต้องมีเครดิตเทอม หนุนธุรกิจผู้ซื้อใช้ศักยภาพด้านการเงินช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินของซัพพลายเออร์ พลิกไอเดียจากระบบซื้อก่อนจ่ายทีหลังสู่ทางเลือกใหม่ “จ่ายก่อนเซฟกว่า” ด้วยข้อตกลงส่วนลดการขายเมื่อจ่ายเงินทันที ผู้ซื้อเซฟต้นทุนค่าใช้จ่าย ผู้ขายได้เงินเร็ว สามารถทำธุรกิจต่อได้โดยไม่ต้องพึ่งสินเชื่อนอกระบบ สร้างสมดุลสภาพคล่องแบบวินวินสำหรับทุกคู่ค้า เปิดแพลตฟอร์มต้อนรับคู่ค้าซัพพลายเชนทุกรายในประเทศไทยสามารถใช้งานแพลตฟอร์มได้ฟรีตลอดปี 2564 เพื่อเป็นอีกหนึ่งพลังหนุนให้เอสเอ็มอีไทยผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ไปได้ด้วยกัน

นายธนวัฒน์ กิตติสุวรรณ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน GTS and Ecosystems ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สร้างอุปสรรคให้กับผู้ประกอบการไทยอย่างกว้างขวาง ธนาคารจึงพยายามทำความเข้าใจปัญหาของของลูกค้าเพื่อลงมือช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง ซึ่งในส่วนของลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ของธนาคารเอง ผลกระทบหลักที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาต่อเนื่องซึ่งเกิดจากการขาดสภาพคล่องหมุนเวียนในธุรกิจของคู่ค้าซัพพลายเชนซึ่งเป็นเอสเอ็มอีรายเล็กๆ จนไม่สามารถผลิตและส่งสินค้าให้ได้ตามข้อตกลง โดยพบว่าต้นตอของปัญหานี้ คือข้อกำหนดทางด้านเครดิตเทอมการชำระเงินซึ่งปกติมีระยะเวลา 45-60 วัน เอสเอ็มอีจึงขาดเงินหมุนเวียน ธนาคารไทยพาณิชย์ และ บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด จึงใช้จุดแข็งทางด้านเทคโนโลยีที่เรามีมาต่อยอดแนวคิด “รายใหญ่ช่วยรายเล็ก” ร่วมกันพัฒนา PayZave แพลตฟอร์มดิจิทัลแรกของประเทศไทย ที่เปิดให้คู่ค้าสามารถดำเนินการรับ-จ่ายค่าสินค้าระหว่างกันทันทีโดยไม่ต้องรอเครดิตเทอม

โดยทั้งสองฝ่ายจะทำข้อตกลงให้ส่วนลดการขาย เพื่อแลกกับการได้รับชำระค่าสินค้าก่อนครบรอบบิล โดยธนาคารจะให้การสนับสนุนทางการเงินกับผู้ซื้อในการชำระเงินให้คู่ค้าได้เร็วขึ้น ได้สินค้าที่มีต้นทุนถูกลง และผู้ขายก็ได้เงินค่าสินค้าทันทีโดยไม่ต้องไปหากู้จากแหล่งเงินทุนอื่น ซึ่งเป็นการบริหารสภาพคล่องที่ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับประโยชน์อย่างลงตัว พร้อมเปิดให้ทุกคู่ค้าในประเทศไทยสามารถใช้งาน PayZave ได้ทันทีเพื่อพยุงให้เอสเอ็มอีไทยทุกรายก้าวต่อไปข้างหน้าและผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยกัน

นายอรพงศ์ เทียนเงิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าในระบบการเงินการธนาคารขณะนี้ยังมีความไม่เท่าเทียมอยู่พอสมควร ในที่นี้หมายถึงการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการรายเล็กๆ ที่อาจจะมีเกณฑ์ไม่ตรงตามกระบวนการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะในระหว่างโควิด-19 ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้องหาทางออกด้วยการพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบซึ่งมีดอกเบี้ยราคาแพง เพื่อนำมาหมุนเวียนในธุรกิจที่เป็นหนึ่งปัญหาสำคัญทางด้านเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย แพลตฟอร์ม PayZave จึงเกิดจากความต้องการช่วยเหลือซัพพลายเชนในช่วงโควิด-19 ด้วยโจทย์ว่าทำอย่างไรจึงจะลดปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับซัพพลายเออร์รายเล็กๆ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวกลางเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ที่คุ้มค่า เปลี่ยนแนวคิดจากระบบ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” เป็น “จ่ายก่อนเซฟกว่า” นำผู้ซื้อและผู้ขายมาเจอกันโดยตรงเพื่อสร้างข้อตกลงการชำระเงินโดยไม่ต้องมีข้อจำกัดทางด้านเครดิตเทอม 45-60 วัน เมื่อไม่มีเครดิตเทอมจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งคนกลางหรือสถาบันทางการเงิน จึงช่วยให้ประหยัดต้นทุนทางธุรกิจได้ทั้งสองฝ่าย ผู้ซื้อได้ส่วนลดของสินค้า ผู้ขายได้รับเงินทันที ประหยัดเวลาด้วยขั้นตอนที่รวดเร็ว สะดวกทำรายการออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และทันสมัยด้วยระบบ reconciliation (กระทบยอด) อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ หวังว่า PayZave จะเป็นทางเลือกในการบริหารสภาพคล่องที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ธุรกิจเพื่อทุกเครือข่ายซัพพลายเชน และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่อยากจะเชิญชวนผู้ค้ารายใหญ่มาร่วมมือกันช่วยเหลือคู่ค้ารายย่อยที่ยังคงต่อสู้กับวิกฤตให้ผ่านไปได้ด้วยกัน คาดว่าจะมีคู่ค้าเข้าใช้งานในระบบราว 80,000 ราย ในปี 2564

นายสุภาพ จรัลพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.ที.เอส. เอ็นจิเนียริ่ง (2004) จำกัด กล่าวว่า บริษัทดำเนินกิจการในอุตสาหกรรมก่อสร้างมานานกว่า 30 ปี วิกฤตครั้งนี้รุนแรงและท้าทายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะในธุรกิจก่อสร้างที่ซัพพลายเชนมีผลอย่างมากต่อความก้าวหน้าของโครงการ ซึ่งในสถานการณ์ โควิด-19 ต่างประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างมาก บริษัทจึงเกิดไอเดียมองว่า เราจะสามารถช่วยแบ่งเบาปัญหาสภาพคล่องให้กับซัพพลายเออร์เหล่านี้ได้อย่างไร จึงได้หารือกับธนาคารไทยพาณิชย์ และดิจิทัล เวนเจอร์ส ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นแพลตฟอร์ม PayZave ที่สามารถตอบโจทย์การทำธุรกิจในยุคโควิดได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถช่วยให้ซัพพลายเชนของบริษัทที่อยู่ทั่วประเทศขอรับเงินได้ทันทีเมื่อส่งมอบงานเรียบร้อย ทั้งยังใช้งานได้ง่ายผ่านโทรศัพท์มือถือ และระบบออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดอุปสรรคของธุรกิจและเป็นประโยชน์ต่อคู่ค้าทุกฝ่าย โดยปัจจุบันมีซัพพลายเออร์ของบริษัทขึ้นในระบบแล้วกว่า 1,500 ราย

นายวาริช ภูสนาคม กรรมการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท วิลล่า มาร์เก็ท เจพี จำกัด กล่าวว่า วิลล่า มาร์เก็ท ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับกระบวนการทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และได้ทำงานร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ และ ดิจิทัล เวนเจอร์ส มาหลายโครงการ เมื่อได้ทราบว่ามีการพัฒนาแพลตฟอร์ม PayZave เพื่อช่วยเหลือคู่ค้าที่ประสบปัญหาในช่วงโควิด-19 บริษัทจึงยินดีที่จะมีส่วนร่วมในแพลตฟอร์มนี้เพราะเป็นทางเลือกที่เข้าใจปัญหาของซัพพลายเชนอย่างแท้จริง บริษัทเองมีความใกล้ชิดกับซัพพลายเชนในธุรกิจอุปโภคบริโภคมากกว่า 1,000 ราย เข้าใจดีว่าในเวลานี้สภาพคล่องเป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้ธุรกิจเดินไปข้างหน้าเพื่อช่วยเหลือคู่ค้าทุกรายให้มีสภาพคล่องหมุนเวียนในธุรกิจอย่างต่อเนื่อง บริษัทรู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนคู่ค้าของเราให้ผ่านพ้นสถานการณ์ยากลำบากไปด้วยกัน

แพลตฟอร์ม PayZave เปิดกว้างให้บริการสำหรับคู่ค้าซัพพลายเชนทุกรายในประเทศไทยเข้าใช้งานได้แม้ไม่ใช่ลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระในช่วงวิกฤตโควิด-19 เปิดให้ใช้บริการฟรีโดยไม่มีค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์มจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564

ลูกค้าธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ที่ต้องการเข้าร่วมแพลตฟอร์ม PayZave สามารถติดต่อผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ที่ดูแลท่านอยู่ได้โดยตรง สำหรับองค์กรธุรกิจอื่นๆ ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่ www.payzave.com
และส่งอีเมลมาที่ contact@payzave.com

เงินเยียวยาถึงมือผู้ประกันตน 4 สิงหาคม นี้ ธนาคารพร้อมรับโอนเข้าบัญชี ผ่านระบบพร้อมเพย์แบบไร้ปัญหา

สมาคมธนาคารไทยประสานธนาคารสมาชิก พร้อมรับโอนเงินเยียวยาประกันสังคมผ่านระบบพร้อมเพย์ ให้ผู้ประกันตน ม.33 ที่ได้รับสิทธิรับเงินช่วยเหลือจากคำสั่งล็อคดาวน์พื้นที่สีแดงเข้ม รวม 13 จังหวัด 9 ประเภทกิจการกว่า 2.87 ล้านราย แนะผู้ได้สิทธิ รีบสมัครพร้อมเพย์ด้วยบัตรประชาชนก่อนวันที่ 4 สิงหาคม นี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้นายจ้างและผู้ประกันตน ม.33 ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกปิดกิจการตามประกาศคำสั่งของ ศบค.
• โดยสำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะทำการโอนให้ผู้ประกันตนตาม ม.33
ที่ได้รับสิทธิในวันที่ 4-6 สิงหาคม 2564 เฉพาะ 10 จังหวัด จำนวนผู้ประกันตนกว่า 2.87 ล้านราย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรปราการ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา
• สำหรับ 3 จังหวัดที่เหลือ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และ พระนครศรีอยุธยา จะแจ้งการโอนเงินให้ทราบ อีกครั้งในภายหลัง

ทั้งนี้ นายจ้างและผู้ประกันตน ม.33 ที่จะได้รับเงินช่วยเหลือนี้ ต้องเป็นผู้ได้สิทธิตามคุณสมบัติและเงื่อนไข โดย สปส. จะเปิดให้ตรวจสอบสิทธิบนเว็บไซต์ของ สปส. โดยผู้ประกันตนที่มีบัญชีธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์กับบัตรประชาชนจะได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีโดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องติดต่อธนาคารเพื่อเปิดบัญชีใหม่ หรือลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยบัตรประชาชนใหม่ สามารถดำเนินการผูกบัญชีหรือเปลี่ยนพร้อมเพย์จากโทรศัพท์มือถือมาเป็นผูกกับหมายเลขบัตรประชาชนด้วยตนเอง ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารที่มีบัญชีอยู่ เช่น Mobile Application, Internet Banking และเครื่อง ATM ตามช่องทางที่แต่ละธนาคารให้บริการ เพื่อความสะดวกและลดความเสี่ยงจากการระบาดของโควิด-19

ส่วนผู้ประกันตนที่ได้รับสิทธิและยังไม่เคยมีบัญชีเงินฝาก สามารถใช้บริการเปิดบัญชีผ่านช่องทางออนไลน์ จากนั้นค่อยลงทะเบียนผูกพร้อมเพย์ด้วยหมายเลขบัตรประชาชน ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อขอรับสิทธิตามมาตรการเยียวยาดังกล่าว หากมีข้อสงสัยเรื่องการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับหมายเลขบัตรประชาชน หรือช่องทาง ที่สามารถทำได้ สามารถศึกษาข้อมูลผ่านเว็บไซต์ หรือ ติดต่อสอบถามผ่านคอลเซ็นเตอร์ของธนาคารที่ใช้บริการ

ทั้งนี้ ผู้ประกันตน ม.33 สามารถตรวจสอบสิทธิโครงการเยียวยา ได้ที่ https://www.sso.go.th หรือโทรศัพท์ สายด่วนประกันสังคม 1506 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เงินเยียวยาถึงมือผู้ประกันตน 4 สิงหาคม นี้ ธนาคารพร้อมรับโอนเข้าบัญชี ผ่านระบบพร้อมเพย์แบบไร้ปัญหา

สมาคมธนาคารไทยประสานธนาคารสมาชิก พร้อมรับโอนเงินเยียวยาประกันสังคมผ่านระบบพร้อมเพย์ ให้ผู้ประกันตน ม.33 ที่ได้รับสิทธิรับเงินช่วยเหลือจากคำสั่งล็อคดาวน์พื้นที่สีแดงเข้ม รวม 13 จังหวัด 9 ประเภทกิจการกว่า 2.87 ล้านราย แนะผู้ได้สิทธิ รีบสมัครพร้อมเพย์ด้วยบัตรประชาชนก่อนวันที่ 4 สิงหาคม นี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้นายจ้างและผู้ประกันตน ม.33 ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกปิดกิจการตามประกาศคำสั่งของ ศบค.
• โดยสำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะทำการโอนให้ผู้ประกันตนตาม ม.33
ที่ได้รับสิทธิในวันที่ 4-6 สิงหาคม 2564 เฉพาะ 10 จังหวัด จำนวนผู้ประกันตนกว่า 2.87 ล้านราย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรปราการ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา
• สำหรับ 3 จังหวัดที่เหลือ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และ พระนครศรีอยุธยา จะแจ้งการโอนเงินให้ทราบ อีกครั้งในภายหลัง

ทั้งนี้ นายจ้างและผู้ประกันตน ม.33 ที่จะได้รับเงินช่วยเหลือนี้ ต้องเป็นผู้ได้สิทธิตามคุณสมบัติและเงื่อนไข โดย สปส. จะเปิดให้ตรวจสอบสิทธิบนเว็บไซต์ของ สปส. โดยผู้ประกันตนที่มีบัญชีธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์กับบัตรประชาชนจะได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีโดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องติดต่อธนาคารเพื่อเปิดบัญชีใหม่ หรือลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยบัตรประชาชนใหม่

สำหรับผู้ประกันตนที่ได้สิทธิและมีบัญชีธนาคาร แต่ยังไม่ได้ผูกพร้อมเพย์กับหมายเลขบัตรประชาชน หรือ เดิมผูกด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือ สามารถดำเนินการผูกบัญชีหรือเปลี่ยนพร้อมเพย์จากโทรศัพท์มือถือมาเป็นผูกกับหมายเลขบัตรประชาชนด้วยตนเอง ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารที่มีบัญชีอยู่ เช่น Mobile Application, Internet Banking และเครื่อง ATM ตามช่องทางที่แต่ละธนาคารให้บริการ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่สาขาธนาคาร เพื่อความสะดวกและลดความเสี่ยงจากการระบาดของโควิด-19

ส่วนผู้ประกันตนที่ได้รับสิทธิและยังไม่เคยมีบัญชีเงินฝาก สามารถใช้บริการเปิดบัญชีผ่านช่องทางออนไลน์ จากนั้นค่อยลงทะเบียนผูกพร้อมเพย์ด้วยหมายเลขบัตรประชาชน ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อขอรับสิทธิตามมาตรการเยียวยาดังกล่าว หากมีข้อสงสัยเรื่องการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับหมายเลขบัตรประชาชน หรือช่องทาง ที่สามารถทำได้ สามารถศึกษาข้อมูลผ่านเว็บไซต์ หรือ ติดต่อสอบถามผ่านคอลเซ็นเตอร์ของธนาคารที่ใช้บริการอยู่ ทั้งนี้ ผู้ประกันตน ม.33 สามารถตรวจสอบสิทธิโครงการเยียวยา ได้ที่ https://www.sso.go.th หรือโทรศัพท์ สายด่วนประกันสังคม 1506 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อนึ่ง หากผู้ประกันตนมีความจำเป็นต้องไปทำธุรกรรมที่สาขาของธนาคาร ทางสมาคมธนาคารไทย ขอความร่วมมือผู้ติดต่อใช้บริการ ณ สาขาธนาคาร ในการปฏิบัติตนตามมาตรฐานดูแลความปลอดภัยที่ธนาคารแต่ละแห่งได้กำหนดไว้ เพื่อร่วมกันป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6 องค์กรวิชาชีพสื่อฯ บุก ‘ทำเนียบ’ ยื่นหนังสือถึงรัฐบาล “โฆษก” โอด! ไม่ได้ปิดกั้น พร้อมหารือร่วมกัน

วันนี้ (30 ก.ค.64) เวลา 11.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับหนังสือ จาก 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ ประกอบด้วย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ยืนยันนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไม่ได้จำกัดสิทธิเสรีภาพ ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้ เพียงขอให้เสนอข้อมูลบนพื้นฐานข้อเท็จจริง ไม่สร้างความหวาดระแวงหรือความกังวลในสังคม พร้อมเชิญชวนสื่อมวลชนวิชาชีพร่วมกับหน่วยประชาสัมพันธ์ภาครัฐแสวงหาพื้นที่กลาง (Common Ground) เพื่อออกแบบการทำงานร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับประชาชน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณและยินดีที่ได้มีโอกาสร่วมพูดคุยกับผู้แทน 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารที่ดีที่สุด ในการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกันในวันนี้ และจะสื่อสารไปยังนายกรัฐมนตรีด้วย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยัน ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 27 และข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 29 ที่ออกมาเป็นเพียงการปิดช่องว่างของกฎหมายที่มีอยู่ปัจจุบัน ซึ่งมีข้อจำกัดในการบังคับใช้ เช่น จำเป็นต้องมีผู้ฟ้องร้องดำเนินคดี เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลมีเจตนารมณ์เพียงยกระดับการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสกัดกั้นการเผยแพร่ข่าวปลอมรวมทั้งการกระทำที่เป็นการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารด้วยความตั้งใจ ซึ่งไม่ได้เจาะจงหรือตั้งใจบังคับใช้กับสื่อมวลชนวิชาชีพ แต่เป็นที่รับทราบโดยทั่วไปว่า มีการสื่อสารสาธารณะผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ไม่ได้นำมาจากข้อเท็จจริง ซึ่งไม่สามารถควบคุมและมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้สังคม ประชาชนเกิดความหวาดระแวงหรือความหวาดกลัว โดยเฉพาะวิกฤตโควิด-19 ในขณะนี้ ซึ่งหลายประเทศก็พบปัญหาการเผยแพร่ข้อความเท็จ/ข่าวปลอม จำนวนมากขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีให้นโยบายแก่หน่วยที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมาย ต้องระมัดระวัง เป็นธรรม และสอดคล้องกับสถานการณ์

ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีว่า เนื่องจากองค์กรวิชาชีพมีข้อห่วงใยและความวิตกกังวล ในการที่ภาครัฐได้มีการออกประกาศข้อกำหนดฉบับที่ 27 และข้อกำหนดฉบับที่ 29 ซึ่งที่ผ่านมา องค์กรสื่อฯ ได้มีแถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ขอให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการจำกัดเสรีภาพประชาชนและสื่อมวลชนตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ โดยเฉพาะข้อกำหนดฉบับที่ 29 ได้มีการปรับเนื้อหา องค์การสื่อมองว่า หน่วยบังคับใช้กฎหมายอาจใช้เป็นโอกาสในการตีความเจตนารมณ์นำไปสู่การปิดกั้นการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน หรือการแสดงความเห็นของประชาชน จึงตัดสินใจยื่นหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีถึงข้อห่วงใยนี้ ที่ผ่านมาองค์การสื่อได้ทำงานร่วมกับภาครัฐมาโดยตลอดทั้งกรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้ง ศปก. ศบค. อย่างใกล้ชิด ผ่านช่องทางไลน์อยู่แล้ว ขอยืนยันผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเห็นด้วยกับรัฐบาล ที่สกัดกั้นข่าวปลอมไม่ให้มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง

โอกาสนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลไม่มีเจตนาปิดกั้นการทำงานของสื่อมวลชนวิชาชีพ พร้อมเชิญชวนสื่อมวลชนและองค์การสื่อวิชาชีพ ร่วมกับภาครัฐในการแสวงหาพื้นที่กลาง (Common Ground) เพื่อร่วมกันออกแบบกรอบการทำงานและเป็นช่องทางประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานประชาสัมพันธ์ภาครัฐและสื่อมวลชน รวมทั้งยังได้เพิ่มเติมให้มีการใช้ช่องทางโฆษกกระทรวง ซึ่งมีภาระหน้าที่ สื่อสารให้ข้อมูล อำนวยความสะดวกเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการติดต่อประสานข้อมูล โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังกล่าวแสดงความยินดีว่า วันนี้สื่อมวลชนและรัฐบาลเห็นพ้องร่วมกัน มีความจำเป็นต้องสกัดกั้นข่าวปลอม เพราะข้อมูลที่ถูกต้องคือประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

“โฆษก ตร.” ชี้! มีคนตายที่สาธารณะ ภูเก็ต – จีนปล่อยน้ำลงแม่โขง อาจเกิดน้ำท่วมหนัก เป็น “ข่าวเท็จ” มีโทษหนักทั้งจำคุก ทั้งโทษปรับ

วันที่ 30 กรกฎาคม 2564 พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องให้กับพี่ น้องประชาชน เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน หรือเป็นเท็จในลักษณะข่าวปลอม (Fake News) จากผู้ไม่หวังดีที่พยายามบิดเบือนข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ นั้น ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย ตรวจพบข่าวปลอมอีก 2 กรณี คือ (1.) ภูเก็ตพบผู้เสียชีวิตตามที่สาธารณะเป็นจำนวนมาก ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบกับสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ, (2.) จีนระบายน้ำท่วมลงแม่น้ำโขง เดือนสิงหาคม-กันยายน อาจเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่ประเทศไทย-ลาว ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พบว่าประเด็นดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ เช่นเดียวกัน

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2), (5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com ,เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87

“บิ๊กโจ๊ก” ควง “ผู้ว่าฯ สุราษฯ” ตรวจ ‘สมุยพลัสโมเดล’ กำชับทุกหน่วย บูรณาการตรวจเข้มลักลอบจัดปาร์ตี้ ป้องกันแพร่โควิด-19 คลัสเตอร์ใหม่

วันที่ 30 กรกฎาคม 2564 นายวิชวุทย์  จินโต  ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี  ยืนยัน เดินหน้าโครงการ สมุยพลัสโมเดล ต่อ  โดยไม่ได้สั่งให้หยุดโครงการฯ หรือสั่งห้ามนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก จ.ภูเก็ต ในโครงการภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์ เข้ามาท่องเที่ยวเกาะสมุย  ถึงแม้จะเกิดคลัสเตอร์ร้านอาหารแห่งหนึ่งใน หาดเฉวง พบผู้ติดเชื้อแล้ว 54 คน   เพราะการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนที่เกิดขึ้น เกิดจากกลุ่มคนบนเกาะสมุย และนักท่องเที่ยวคนไทยที่ข้ามไปเที่ยว   ไม่ได้เกิดจากหรือเกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวในโครงการเลย ดังนั้น  โครงการสมุยพลัสโมเดลต่อเนื่องจากภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ยังดำเนินต่อไปได้

ซึ่งในวันนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติแถบยุโรปจากโครงการภูเก็ตแซนด์ล็อกซ์  เดินทางเข้ามาเที่ยวที่เกาะสมุยเพิ่มเติม

ด้าน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษา สบ 9 ได้เดินทางมาพบปะกับผู้ประกอบการบนเกาะสมุย ได้หารือความคืบหน้าโครงการสมุยพลัส  หลังเปิดโครงการฯ มา 2 สัปดาห์ โดยพบว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวกำลังเริ่มต้น  ซึ่งผู้ประกอบการยืนยัน ไม่ได้กังวลว่า จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากน้อยแค่ไหน แต่ต้องการให้กระแสการท่องเที่ยวดีขึ้น  ก่อนเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4

ส่วนปัญหาการลอบจัดปาร์ตี้ จนเกิดคลัสเตอร์ใหม่ขึ้นบนเกาะ ที่ปรึกษา สบ 9 กล่าวว่า ได้กำชับ ให้ทุกหน่วยงาน บูรณาการกำลังกัน เพิ่มความเข้มงวด โดยอยากให้ประชาชน ช่วยเป็นหนูเป็นตา ไม่ใช่นั้น ความพยายามในการเปิดเมืองท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงานสร้างอาชีพ คงเกิดได้ยาก

สำหรับยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ จ.สุราษฎร์ธานี วันนี้ มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม135 รายจากคลัสเตอร์ ร้านอาหารที่เกาะสมุย 40 ราย ที่เหลืออยู่ในหลายพื้นที่หลายอำเภอมีทั้งนำเข้าจากกรุงเทพฯ /จังหวัดในเขตปริมณฑลและต่างจังหวัดที่กลับภูมิลำเนา/ร่วมกิจกรรม/ร่วมที่ทำงานและร่วมบ้าน โดยผู้ป่วยที่ยังไม่แสดงอาการส่วนใหญ่รักษาตัวที่โรงพยาบาลสนามมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ส่วนผู้ที่แสดงอาการรักษาที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี

‘ผบช.น.’ มอบถุงยังชีพให้กับ ข้าราชการตำรวจ สน.พลับพลาไชย 1, 2

วันที่ 30 กรกฎาคม 2564 ที่ บริเวณด้านหน้า สน.พลับพลาไชย 1, 2 พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อมด้วย  พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร จตร. (สบ.8) ปฏิบัติราชการ บช.น.     คุณจิตภัสร์ กฤดากร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และรองกรรมาธิการตำรวจ คุณเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคตามโครงการ “ถุงยังชีพเติมพลังใจ ต้านภัยโควิด-19)” แก่ข้าราชการตำรวจสน.พลับพลาไชย 1 และสน.พลับพลาไชย 2 ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมี พล.ต.ต.เมธี รักพันธุ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 (ผบก.น.6), พ.ต.อ.สรเสริญ ใช้สถิตย์ รองผู้บังคัคบการตำรวจนครบาล 6 (รอง ผบก.น.6), พ.ต.อ.มนัส รุ่งนาค ผกก.สน.พลับพลาไชย 1, พ.ต.อ.พนม เชื้อทอง ผกก.สน.พลับพลาไชย 2 ร่วมกันรับมอบถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคตามโครงการ “ถุงยังชีพเติมพลังใจ ต้านภัยโควิด-19)” แก่ข้าราชการตำรวจสน.พลับพลาไชย 1 และสน.พลับพลาไชย 2 ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

“นายกฯ” นัดถก ก.ตร.กำหนดตำแหน่ง “รอง ผบ.ตร.” แก้ปัญหาคำสั่งศาลฯ เปิดตำแหน่ง ‘นายพล’ เพิ่ม 7 ตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) มีรายงานว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม 2564 เวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นัดประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ครั้งที่ 8/2564 ผ่านระบบวิดีโอทางไกล จากทำเนียบรัฐบาล มายังห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สํานักงานตํารวจแห่งชาติ(ตร.) โดยมีวาระที่น่าสนใจ อาทิ การกำหนดตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.(ตำแหน่งเฉพาะตัว) ให้กับ พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย รอง ผบ.ตร. เพื่อรองรับ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา กลับเข้ามานั่ง รอง ผบ.ตร. ตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองกลาง ,กำหนดตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ(สบ8) เทียบเท่า ผบช. 1 ตำแหน่ง และผู้เชี่ยวชาญ (สบ7) เทียบเท่ารอง ผบช. 1 ตำแหน่ง ให้กับสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน ,กำหนดตำแหน่ง นายแพทย์ (สบ7) 5 ตำแหน่ง ให้กับหน่วยงาน รพ.ตร.

จากนั้นเวลา 14.30 น. นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. ครั้งที่ 5/2564 พิจารณาอนุมัติจำนวนตำแหน่งตามที่ ก.ตร. เสนอ เพื่อใช้การประชุมแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบ.ตร. – ผบก. วาระประจำปี 2564 ต่อไป

ทั้งนี้มีรายงานว่าในการประชุม ก.ตร. ในครั้งนี้ ได้เกิดเสียเสียงวิพากษ์วิจารณ์จาก บรรดาข้าราชการตำรวจ ระดับนายพล ของ ตร.ต่างจับตาดูว่า พล.ต.อ.วิระชัย จะเข้าร่วมประชุม ก.ตร.ในฐานะ รอง ผบ.ตร. ที่เป็นกรรมการโดยตำแหน่งหรือไม่ ซึ่งอาจใช้สิทธิ์ตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวศาลปกครองกลาง แต่ในขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ได้เคยมีคำสั่งโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ไปแล้ว และในวาระประชุม ก.ตร.ในครั้งนี้ ไม่มีวาระการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับนายพล วาระประจำปี 2564

กรุงศรีจับมือโลตัส เตรียมวงเงินกว่า 6,000 ล้านบาท เร่งช่วย SME ให้มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอ ท่ามกลางสถานการณ์ผลกระทบจาก COVID-19

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) เตรียมวงเงินกว่า 6,000 ล้านบาท พร้อมปล่อยสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการ SME ที่เป็นคู่ค้าของโลตัสผ่าน Krungsri Digital Supply Chain Solution ที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับธุรกิจในสถานการณ์ผลกระทบจากโควิด รวมถึงพร้อมรองรับการฟื้นฟูของเศรษฐกิจหลัง COVID-19 โดยร่วมกับโลตัสซึ่งเป็นทั้งพันธมิตรและลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ของธนาคาร

นางสาวดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SME ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ธนาคารได้เตรียมวงเงินกว่า 6,000 ล้านบาท พร้อมปล่อยสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการ SME ที่เป็นคู่ค้าของโลตัส ซึ่งโดยเฉพาะในช่วงวิกฤต COVID-19 นี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ SME มีความต้องการสินเชื่อเพื่อนำไปเป็นเงินทุนเพิ่มเติมในการหมุนเวียนธุรกิจอย่างเร่งด่วน ซึ่งธนาคารเล็งเห็นถึงข้อสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้เร่งปล่อยสินเชื่อผ่าน Krungsri Digital Supply Chain Solution ที่ตอบโจทย์ทั้งในเรื่องวงเงินที่เพียงพอต่อธุรกิจและความสะดวกรวดเร็ว โดยเป็นสินเชื่อวงเงินกู้เบิกเกินบัญชี (OD) ที่ให้วงเงินขึ้นอยู่กับธุรกรรมปริมาณการขายสินค้า พร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ย OD ทั่วไป สามารถกู้ได้โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันแต่อย่างใด อีกทั้งอนุมัติง่ายเมื่อเป็นคู่ค้าของโลตัสและสามารถเบิกใช้สะดวกรวดเร็วแบบ Real Time ผ่าน Krungsri Digital Supply Chain Platform กรุงศรีเชื่อว่าโปรแกรมสินเชื่อนี้จะเป็นตัวช่วยที่ดีให้กับธุรกิจทั้งในการเสริมสภาพคล่องทางการเงินในช่วงสถานการณ์ COVID-19 และไม่พลาดโอกาสธุรกิจเมื่อกำลังซื้อของผู้บริโภคกลับมาอีกครั้ง รวมถึงธนาคารยังพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME คู่ค้าของโลตัสผ่านมาตรการอื่นของธนาคารด้วยเช่นกัน อาทิ มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู ตามพ.ร.ก. ฟื้นฟูฯ นอกจากนี้ธนาคารยังได้มีการพูดคุยเพิ่มเติมกับทางโลตัสในการจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างลูกค้าของธนาคารเองกับโลตัสในเร็วๆ นี้ด้วยเช่นกัน”

นายประกอบ เพียรเจริญ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การร่วมมือกับโลตัสซึ่งเป็นลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และเป็นพันธมิตรธุรกิจของธนาคารในการร่วมกันช่วยเหลือ SME ในสถานการณ์วิกฤต COVID-19 นี้ เป็นความร่วมมือของทั้งสององค์กรที่ต่างให้ความสำคัญในหลักการทำธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ซึ่งความร่วมมือกับโลตัสในครั้งนี้ ถือเป็นการตอบโจทย์มิติด้านสังคมตามกลยุทธ์ด้าน ESG ของธนาคาร อีกทั้งยังเป็นไปตามกลยุทธ์ในเรื่องการมุ่งเน้นเสริมสร้างศักยภาพของห่วงโซ่ธุรกิจ (Value Chain / Supply Chain) ด้วยการประสานประโยชน์ของกลุ่มลูกค้าธุรกิจเข้าด้วยกัน”

นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านบุคคลและความยั่งยืน โลตัส กล่าวว่า “โลตัสให้การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย SME มาอย่างต่อเนื่องผ่านการรับซื้อสินค้าเพื่อวางจำหน่ายในช่องทางการขายของเราทั้งในสาขาและออนไลน์ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME ให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ที่ผ่านมา ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างโดยเฉพาะกับผู้ประกอบการรายย่อย SME โลตัสได้มีการช่วยเหลือ SME ด้วยมาตรการต่างๆ อาทิ การเปิดพื้นที่ของสาขาเพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยมาจำหน่ายสินค้าได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายโดยการร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ การร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวด้วยอุปกรณ์ประกอบอาชีพ เงินทุน และองค์ความรู้ การรับซื้อผลผลิตที่ล้นตลาด และการจับคู่เจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการ SME ทุกเดือน เพื่อนำสินค้าคุณภาพมาวางจำหน่ายในช่องทางการขายของโลตัส การร่วมมือกับกรุงศรีครั้งนี้ในการปล่อยสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการ SME ที่เป็นคู่ค้าของเรา เป็นมาตรการการสนับสนุนทางการเงินที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถผ่านวิกฤต COVID-19 ไปได้ และพัฒนาธุรกิจให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต”

แอดในเนื้อข่าว