แอดบนเมนู

‘องอาจ’ จี้ ‘บิ๊กตู่’ เลิกเล่นแง่ วอนปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฏหมาย

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการที่ สนช. มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ให้ขยายเวลาบังคับใช้ออกไป 90 วันโดยนายกฯ ยืนยันว่า การแก้ไขร่างกฎหมายเป็นเรื่องของ สนช. ไม่สามารถก้าวล่วงได้ว่า ถึงแม้นายกฯ จะประกาศว่าไม่ได้ก้าวล่วงกับการแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายเวลา แต่คำกล่าวอ้างของ สนช. เพื่อขยายเวลานั้น มาจากคำสั่งที่ 53/2560 ซึ่งเป็นคำสั่งที่ออกโดยนายกฯ และเกรงว่าพรรคการเมืองจะดำเนินการตามกฎหมายพรรคการเมืองไม่ทันนั้น ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่า ถ้านายกฯ ไม่ออกคำสั่งที่ 53/2560 สนช. ก็จะไม่มีข้ออ้างมาขยายเวลาออกไป 90 วันได้ ถึงแม้นายกฯ จะบอกว่าไม่ได้ก้าวล่วง สนช. แต่พฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงออกก็พอจะบอกความนัยได้ว่าสมคบคิดกันหรือไม่

ส่วนที่ สนช. บางท่านบอกว่าพรรคการเมืองไม่เห็นด้วยกับการขยายเวลา 90 วัน เพราะไม่อยากทำไพรมารีนั้นก็ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด พรรคประชาธิปัตย์พร้อมทำไพรมารีแต่ควรเป็นไพรมารีที่ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำไพรมารีเป็นเพียงแค่พิธีกรรมเท่านั้น

การรีเซ็ตสมาชิกพรรคของพรรคเก่าทั้งหมดตามคำสั่งที่ 53/2560 จะทำให้การทำไพรมารีเป็นแค่พิธีกรรมเพื่อทำตามกฎหมายมากกว่า ไม่ได้ช่วยส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริงแต่อย่างใด อย่างไรก็ดีเมื่อกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. มีผลบังคับใช้เมื่อใดก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ก็พร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย ถึงแม้เราจะไม่เห็นด้วยในบางเรื่องก็ตาม

นายองอาจกล่าวต่อไปว่า การที่กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ขยายเวลาบังคับใช้ออกไป 90 วัน ย่อมทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอีก 90 วัน จากที่นายกฯ เคยให้สัญญาว่าจะให้เลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อนายกฯ อันไม่ค่อยเกิดผลดีต่อการทำหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี และในฐานะหัวหน้า คสช. แต่อย่างใด เพราะเมื่อใดก็ตามที่ความเชื่อมั่นเชื่อถือต่อตัวนายกฯ ลดลง ก็ย่อมทำให้ศรัทธาที่ประชาชนมีต่อนายกฯ ลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการทำงานของนายกฯ ที่กำลังเดินหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่ประชาชนแทบจะร้องไม่ออก บอกไม่ถูกอยู่ในขณะนี้

หวังว่าการใช้เล่ห์เพทุบายทางกฎหมายเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของกลุ่มผู้มีอำนาจจะไม่เกิดขึ้นอีก ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ทางที่ดีที่สุดคือปล่อยให้การปฏิบัติตามกฎหมายต่างๆ เป็นไปตามครรลองปกติก็จะช่วยให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้ด้วยดี แต่ถ้ายังมีการใช้เล่ห์เพทุบายทางกฎหมายกันต่อไป อาจทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาจนยากที่จะแก้ไขซึ่งจะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศชาติในที่สุด 


 

‘วัชระ’ เตรียมยื่น ‘นายกฯ-ผบ.ตร.’ ปมเจ้าของตลาดโคราช มาเฟียคุกคาม

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ รับเรื่องร้องทุกข์ของประชาชน โดยมีนายปรีชา สุวรรณชาติ เจ้าของตลาดสุรนครเมืองใหม่ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เข้ายื่นจดหมายร้องทุกข์ ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากถูกกลุ่มบุคคลเข้าบุกรุกในเคหสถาน เมื่อปี 2553 โดยผู้ร้องทุกข์ ได้แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในพื้นที่ และหน่วยงานส่วนกลาง แต่เรื่องไม่มีความคืบหน้า จึงมาขอความเป็นธรรม ผ่านนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์

ทั้งนี้ นายวัชระ ได้รับเรื่องไว้ พร้อมกับ นำนายปรีชา สุวรรณชาติ แถลงข่าวเรียกร้องความเป็นธรรมผ่านสื่อมวลชน ก่อนจะเดินทางไปยื่นหนังสือถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กรณีตำรวจนครราชสีมาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ที่สำนักงาน ก.พ..หน้าทำเนียบรัฐบาลใน วันจันทร์ ที่ 29 มกราคม 2561 เวลา 10.30 น. และเวลา 13.30 น. ยื่นต่อ พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป

‘ไพศาล’ มือขวา ‘บิ๊กป้อม’ ลั่น ก.พ. นี้อาจเกิดเหตุ ป่วนบ้านเผาเมือง-แนะรัฐบาลเตรียมรับมือ

นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วย พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงประเด็นที่อาจเกิดเหตุการณ์ไม่สงบสุขในประเทศไทย ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2561 โดยกล่าวว่า ข่าวคราวการเตรียมป่วนเมือง ชัดเจนขึ้นโดยลำดับ 1. ต้องเตรียมรับการป่วนเมือง ที่จะเริ่มต้นจากราชดำเนินและอาจจะลุกลามขยายตัวเป็นแบบเดียวกับการป่วนในฮ่องกง ในช่วงสามปีกว่าที่ผ่านมา 2. การป่วนเมืองคราวนี้ เบื้องหลัง ก็คือผู้บงการเดียวกันกับม้อบป่วนฮ่องกง แว่วว่ามีศูนย์กลางอยู่แถวหลังสวน 3. รัฐบาล คสช. และประชาชน ในวันนี้รู้เช่นเห็นชาติการป่วนบ้านเผาเมืองมาแล้วคงจะรับมือได้ไม่ยากไม่ลำบาก สำหรับประชาชนเตรียมรับมือกับการเผาเมืองให้ดีอย่าให้เกิดซ้ำได้ 4. การรับมือกับม็อบป่วนเมืองนั้นชี้ขาดอยู่ที่กองหนุน และสติปัญญาในการมองปัญหาที่จะทำให้ การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพหรือไม่เพียงใด หากยังยึดถือตาอยู่เป็นสรณะวาสนาชะตากรรมก็คงเป็นไปตามที่ลิขิตเองล่ะครับ 5. รัฐบาลทหารในอดีตเข้มแข็งก็จริงแต่อ่อนเปราะ ไม่เคยรับม็อบได้เกิน 15 วัน และถ้าเป็นม็อบ กองหน้าของต่างชาติ จะรับได้สักกี่วัน


 

‘นักวิชาการ ม.มหิดล’ ชี้ ‘รัฐบาล คสช.’ เจอ ‘แกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ‘ คือ มวยถูกคู่

นายปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ เป็นนักวิชาการทางบูรพคดีศึกษา สังกัดมหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวถึงกรณีนายรังสิมันต์ โรม แกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย พร้อมด้วยนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่่านิวส์ แกนนำกลุ่มฯ กล่าวปราศัยโจมตีีัรัฐบาลคสช. ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช. ได้พรากสิทธิของประชาชนในการเลือกตั้ง ว่าเป็นมวยถูกคู่ระหว่าง รัฐบาลกับ กลุ่มประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนสายมะกัน

นายปฐมพงษ์กล่าวต่อว่า ดูดวงก็รู้แล้วว่าช่วงนี้จะป่วน ผมก็เคยเล่าให้อ่านกันบ้างแล้ว 1.พฤหัสบดีจะยกเข้าภพมรณะชั่วคราววันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2.พระเสาร์จรทับพระเสาร์เดิม ตรีโกณมฤตยูจรซึ่งทับพระอาทิตย์และกุมลัคน์อยู่ที่ราศีเมษ และพร้อมกันนั้น ก็เล็งมฤตยูเดิมที่ราศีเมถุน จะเกิดเหตุการณ์คนไม่พอใจรัฐบาลไปจนถึง  เมษายน 2561 เป็นอย่างน้อย ใครเป็นขาชเลียร์รัฐบาลก็คอยช่วยให้ดีก็แล้วกัน

คู่ชกสำหรับช่วงนี้คือรัฐบาล (+ขาชเลียร์/ผู้ได้ประโยชน์จากรัฐบาล/แฟนรัฐบาล)=นักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนสายอเมริกา (นักวิชาการอิสระ (แต่จริงๆ แล้วไม่อิสระจริง) + รัฐบาลอเมริกา+ม็อบจัดตั้ง+NGOs+สื่อมวลชนกระแสหลักของยุโรปและอเมริกา+สื่อมวลชนไทยที่เป็นสายสื่อมวลชนกระแสหลักของยุโรปและอเมริกา+ซีไอเอ) เป็นคู่ชกที่รัฐบาลหลายประเทศกำลังพบอยู่ตอนนี้ พรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะสองพรรคใหญ่ก็จะออกมาร่วมงานกฐินในครั้งนี้ด้วย

ที่เห็นๆ ขณะนี้ ผมมองว่าจะเป็นแค่น้ำจิ้มนะครับ ปลดล็อคเมื่อไหร่ นักวิชาการอิสระ สื่อมวลชนไทยที่เอาแนวคิดสื่อมวลชนกระแสหลักของอเมริกาและยุโรปมาขยาย นักศึกษา ม็อบจัดตั้งและ NGOs จะเคลื่อนไหวแบบ *จัดเต็ม* มากกว่านี้แน่นอน คนไม่ชอบรัฐบาลหลายกลุ่มซึ่งขณะนี้อาจจะสงวนตัวอยู่ ไม่อยากเผยตัวจะสามัคคีกันออกมาไล่

แต่คนทั่วไปที่มองว่ารัฐบาลไม่ค่อยโปร่งใส ไม่น่าเชื่อถือ ความศรัทธาที่มีก็จะน้อยลงและคงจะอยู่กันเงียบๆ นั่งบนภู มองดูคนสองกลุ่มใหญ่ๆ ปฏิสัมพันธ์กันมากกว่า


 

‘ศรีสุวรรณ’ จ่อยื่น ‘สตง.’ หลัง สนช. ใช้อำนาจเอื้อ คสช. ขัด รธน.

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ผ่านร่างกฎหมายการเลือกตั้ง สส. โดยได้กำหนดให้มีการเลื่อนการบังคับใช้ออกไป 90 วัน อันมีผลให้ต้องมีการเลื่อนการเลือกตั้งจากเดือน พ.ย.61 ออกไปประมาณเดือน ก.พ.62 ซึ่งไม่เป็นไปตามโรดแมปที่นายกรัฐมนตรีและ หน.คสช.เคยให้คำมั่นสัญญาต่อนานาอารยประเทศและสังคมไทยนั้น

การใช้อำนาจของ สนช. เป็นการบัญญัติกฎหมายการเลือกตั้ง สส. ที่ไม่เคยปรากฎรูปแบบดังกล่าวเลยนับตั้งแต่มีการบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส. นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา ทั้งนี้ การที่ สนช. ใช้อำนาจเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายดีงกล่าวออกไป จะทำให้ สนช.ได้รับประโยชน์จากเงินประจำตำแหน่งและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นอีกคนละ 1-2 แสนบาทต่อเดือน ต่อไปอีก มากกว่า 3 เดือนจนกว่าจะมีการเรียกประชุมรัฐสภาครังแรกหลังการเลือกตั้งตาม รธน.60 ม.263 ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติเสียหายจากระบบการเงินการคลังอีกกว่า 100 ล้านบาท

ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยเชื่อว่า สนช.ทั้ง 213 คนจงใจใช้อำนาจไปในทางเอื้อประโยชน์ให้กับ คสช. และตนเอง อันเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ และจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายหลายประการ หรืออาจทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจรติหรือเที่ยงธรรม เพราะอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองใหม่บางพรรคที่ส่อไปในทางสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ หน.คสช.ให้เป็นนายกฯคนต่อไปด้วย สมาคมฯจึงจะนำความไปร้องเรียนต่อ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน/ผู้ว่า สตง. เพื่อดำเนินการตรวจสอบร่วมกับ ป.ป.ช. และ กกต. เพื่อลงโทษ 231 สนช.ดังกล่าว ตามที่ รธน.ม.244 และ ม.245 บัญญัติไว้

“โดยสมาคมจะเดินทางไปยื่นคำร้องในวันจันทร์ที่ 29 มกราคม 2561 เวลา 10.30 น. ณ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซ.อารีย์ ถ.สามเสน พญาไท กทม.” นายศรีสุวรรณ กล่าว


 

‘สวนดุสิตโพล’ เผย ประชาชนส่วนใหญ่อยากเลือกตั้ง-ไม่เห็นด้วยเลื่อนเลือกตั้ง

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นในหัวข้อ “ประชาชนคิดอย่างไร? กรณี เลื่อนเวลาเลือกตั้ง” ตามที่ สนช. มีมติให้แก้ไขมาตรา 2 จึงต้องขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการ เลือกตั้ง ส.ส. ออกไป 90 วัน ส่งผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป และอาจจะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2562 เพื่อสะท้อนความ คิดเห็นของประชาชน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,341 คน ระหว่างวันที่ 24-27 มกราคม 2561 สรุปผลได้ ดังนี้

ประชาชนคิดอย่างไร? กรณี เลื่อนเวลาเลือกตั้ง

1) ประชาชนคิดอย่างไร? กรณี สนช.ขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ออกไป 90 วัน ส่งผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป และอาจจะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2562

อันดับ 1 อยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย 48.27%
อันดับ 2 ถ้าเลื่อนการเลือกตั้งแล้วส่งผลดี ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ก็ยอมรับได้ 27.81%
อันดับ 3 กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ เป็นการสืบทอดอำนาจ 26.07%

2) ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่? หากต้องเลื่อนเลือกตั้งออกไป

อันดับ 1 ไม่เห็นด้วย 47.05%
เพราะ อยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว เลื่อนมาหลายครั้งแล้ว กระทบต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศ ฯลฯ
อันดับ 2 เฉย ๆ 32.44%
เพราะ เลือกตั้งช้าหรือเร็วก็ได้พรรคการเมืองเดิม ๆ การเมืองไม่เปลี่ยนแปลง นักการเมืองเห็นแก่อำนาจและผลประโยชน์ ฯลฯ
อันดับ 3 เห็นด้วย 20.51%
เพราะ สถานการณ์ยังไม่แน่นอน ยังมีความขัดแย้ง มีปัญหา ระยะเวลาที่เลื่อนออกไปไม่มาก ควรทำตามขั้นตอน ฯลฯ

3) ประชาชนผิดหวังกับการเลื่อนเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่?

อันดับ 1 เฉยๆ 39.97%
เพราะ รัฐบาลยังสามารถควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองได้ดี บ้านเมืองสงบ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ต้องมีการเลือกตั้ง ฯลฯ
อันดับ 2 ผิดหวัง 37.14%
เพราะ อยากเลือกตั้ง อยากได้นายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง อยากให้บ้านเมืองสงบเป็นประชาธิปไตย ไม่รักษาสัญญา ฯลฯ
อันดับ 3 ไม่ผิดหวัง 22.89%
เพราะ คาดว่าน่าจะเลื่อนอยู่แล้ว กฎหมายยังไม่แล้วเสร็จ การเลือกตั้งอาจไม่ช่วยแก้ปัญหาของประเทศได้ ฯลฯ

4) กรณี เลื่อนการเลือกตั้ง ทำให้ความนิยมของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลเป็นอย่างไร?

อันดับ 1 เหมือนเดิม 56.22%
เพราะ จะเลือกตั้งหรือไม่ก็ยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ล าบาก ข้าวของแพง เศรษฐกิจไม่ดี บ้านเมืองต้องพัฒนา ฯลฯ
อันดับ 2 ลดลง 39.45%
เพราะ ประชาชนรู้สึกผิดหวัง ไม่เป็นไปตามโรดแมป ความเชื่อมั่นลดลง แสดงว่าต้องการสืบทอดอำนาจ ฯลฯ
อันดับ 3 เพิ่มขึ้น 4.33%
เพราะ อยากให้รัฐบาลบริหารประเทศต่อไป เป็นกำลังใจให้นายกฯ ทำเพื่อส่วนรวม ฯลฯ

5) ถ้ามีการเลื่อนการเลือกตั้ง ประชาชนคิดว่าบรรยากาศทางการเมืองไทยต่อไปนี้จะเป็นอย่างไร?

อันดับ 1 ยังมีการทะเลาะเบาะแว้ง โจมตีกันไปมา 36.87%
อันดับ 2 อาจมีกลุ่มที่ไม่พอใจออกมาเคลื่อนไหว วิพากษ์วิจารณ์ กดดันรัฐบาล 35.19%
อันดับ 3 รัฐบาลยังบริหารประเทศต่อไป อยู่ภายใต้มาตรา 44 34.68%

Suan Dusit Poll


 

‘ไก่อู’ เผย ผิดหวังฮิวแมนไรต์วอตช์ หลังรายงานไทยติดลบ-จ่อชงอียูปิดตลาดประมงไทย

พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่องค์กรฮิวแมนไรต์วอตช์เผยแพร่รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2018 กล่าวหาไทยยังมีแรงงานประมงข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์เพื่อเป็นแรงงานภาคประมง จึงควรให้ใบเหลืองการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) กับไทยต่อไปนั้น

พลโท สรรเสริญกล่าวว่า น่าผิดหวังที่ฮิวแมนไรต์วอตช์เลือกรายงานข้อมูลที่ปราศจากข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ในพื้นที่ พัฒนาการด้านบวก หรือความพยายามของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเรื่องการค้ามนุษย์ที่สหรัฐฯ ได้ปรับสถานะของไทยดีขึ้นจากระดับ Tier 3 เป็น Tier 2 Watch List ส่วนอียูก็มีความพอใจในความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาไอยูยูของไทยมากเช่นกัน

พลโท สรรเสริญ กล่าวต่อว่าทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบเรื่องนี้แล้ว โดยย้ำว่ารัฐบาลได้ประกาศวาระแห่งชาติ: สิทธิมนุษยชนร่วมขับเคลื่อน Thailand 4.0 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ปี 2561 – 2562 พร้อมปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย การประกาศใช้ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ร.ก. การนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว เป็นต้น พร้อมกับจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติและยกร่างแผนปฏิบัติการว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ออกนโยบายเร่งรัดกระบวนการไต่สวนในคดีความต่าง ๆ  จัดตั้งกองทุนยุติธรรมและกองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อฟื้นฟูเยียวยา จ่ายเงินชดเชย และคืนผู้เสียหายสู่สังคม ปรับนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยเน้นด้านสุขภาพ ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้พลัดถิ่นมากกว่า 1 ล้านคนในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวกว่า 1 ล้านคน เพื่อคุ้มครองและสนับสนุนให้แรงงานเหล่านี้สามารถเข้าถึงบริการด้านต่าง ๆ ของรัฐ

“นายกฯ ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีระหว่างประเทศ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม ทุกคนและทุกองค์กรก็จะต้องเคารพหลักนิติธรรม สิทธิของผู้อื่นหรือประเทศอื่น โดยดำเนินงานอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ไม่มีวาระซ่อนเร้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และเกิดความร่วมมือที่ดีขึ้นในการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล”พลโท สรรเสริญ กล่าว


 

อดีต รมช. สาธารณสุข-เพื่อไทย อัด ‘5 โครงการส่อทุจริต-ล้มเหลว’ รัฐบาล คสช.

นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงการณ์ “ความล้มเหลวรัฐบาล คสช. ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น” สรุปข้อเท็จจริงโครงการที่มีพฤติการณ์ส่อว่าทุจริต เอื้อประโยชน์และปกป้องพวกพ้อง แต่ไม่มีผลการตรวจสอบ ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง นับว่าเป็นความล้มเหลวอย่างยิ่งขององค์กรตรวจสอบในรัฐบาลชุด คสช.

1. โครงการขุดลอกคูคลองทั่วประเทศขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.)
2. โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน
3. โครงการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด GT200
4. กรณีเครือญาติของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำเงินหลวงฝากในบัญชีตนเอง และใช้สถานที่ของกองทัพประกอบธุรกิจ
5. กรณียกป่ารอยต่อชุมชนห้วยเม็กให้บริษัทเอกชนชั้นนำเช่า

Pheu Thai Party


 

‘ดร.รัชดา’ หวังอาเซียน หาแนวทาง คลี่คลายปัญหาโรฮิงญา ส่งกลับบ้านปลอดภัย

ดร.รัชดา ธนาดิเรก อดีต ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปเยือนบังคลาเทศร่วมกับคณะส.ส.อาเซียนด้านสิทธิมนุษยชนเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งได้มีโอกาสได้พบกับผู้แทนองค์กรสหประชาชาติ นักการเมือง และข้าราชการบังคลาเทศ โดยดร.รัชดา ธนาดิเรก กล่าวว่าทุกคนคาดหวังให้อาเซียนมีบทบาทในการกระตุ้น ผลักดัน ช่วยเหลือให้รัฐบาลพม่าดำเนินการรับชาวโรฮิงญากลับรัฐยะไข่ตามข้อตกลงของพม่า-บังคลาเทศที่ลงนามไปเมื่อพ.ย.ปีที่แล้ว โดยได้มีการยอมรับในขั้นตอนการปฏิบัติการแล้วด้วย

ดร.รัชดา ธนาดิเรกกล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้สิ่งที่รัฐบาลพม่าต้องทำควบคู่ไปกับการรับกลับคือการให้ความปลอดภัยในการดำรงชีวิตแก่ชาวโรฮิงญา ให้สิทธิในการทำมาหากิน เข้าถึงสวัสดิการเฉกเช่นประชาชนคนหนึ่ง..แม้มันจะเป็นเรื่องที่ยากมากๆ อีกกี่สิบปีจะสำเร็จไม่มีใครรู้ แต่นี่ก็คือบทพิสูจน์ประชาคมอาเซียน ว่าจะมองเรื่องนี้คือ Humanitarian crisis ที่ไร้พรมแดนหรือไม่ และสามารถมองเห็นปัญหาที่อาจขยายไปสู่ความมั่งควระดับภูมิภาคหรือไม่หากผู้ก่อการจับให้เป็นประเด็นความขัดแย้งทางศาสนา..แล้วรัฐบาลไทยล่ะคิดอย่างไร?

‘อรรถพร-นิติรัฐ’ ตะเพิด ‘ฮิวแมนไรท์วอทช์’ ลั่นอย่าเอาชีวิตชาวประมงไทยเป็นเหยื่อการเมือง

นายอรรถพร พลบุตร อดีตส.ส.เพชรบุรี และนายนิติรัฐ สุนทรวร อดีตส.ส.สมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์ร่วมกันแถลงข่าวกรณีองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์เสนอต่อสหภาพยุโรป (EU) ให้ปิดตลาดประมงไทยโดยอ้างสาเหตุมาจากปัญหาการค้ามนุษย์ในกิจการประมง โดยทั้งสองระบุว่า ฮิวเมนไรท์วอทช์มีเจตนาที่จะทำร้ายประเทศไทยด้วยอคติทางการเมือง และข้อมูลที่บิดเบือนโดยดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการนับตั้งแต่เกิดการปฏิวัติในประเทศไทยเมื่อปี2557

“ฮิวเมนไรท์วอทช์ใช้เครือข่ายและข้อมูลเท็จทำร้ายทิ่มแทงประเทศไทยมาตลอด 4 ปี อาจเข้าใจได้ว่า เพราะรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลเผด็จการหรือเคลื่อนไหวตามใบสั่งของประเทศมหาอำนาจ แต่กรณีเสนอให้สหภาพยุโรปปิดตลาดประมงไทยนั้นเป็นกรณีที่สุดจะทานทนได้ เพราะเป็นการเอาชีวิตและความเดือดร้อนของชาวประมงไทยหลายล้านคนเป็นเหยื่ออย่างไร้มนุษยธรรม ถึงเวลาแล้วที่คนไทยควรจะร่วมกันหามาตรการตอบโต้องค์กรที่ไร้มนุษยธรรมนี้อย่างสาสม ” อดีตส.ส.ทั้ง 2 จังหวัดกล่าว

นายอรรถพรยังกล่าวอีกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ประมงไทยต้องเผชิญวิกฤติที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยแรงกดดันของสหภาพยุโรปจากกรณี IUU (การทำการประมงที่ผิดกฎหมาย) ทำให้รัฐบาลได้ออกกฏหมายและระเบียบต่างๆ จำนวนมากโดยปราศจากความรู้ความเข้าใจ และการเจรจาต่อรองอย่างมืออาชีพ ทำให้ชาวประมงเดือดร้อนแสนสาหัส เรือจำนวนนับหมื่นลำต้องจอดอยู่กับฝั่ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจนับแสนล้านบาท ซึ่งกลุ่มอดีตส.ส.ฝั่งทะเลกำลังประสานข้อมูลกับแกนนำประมงทั่วประเทศเพื่อเสนอแนวทางกอบกู้วิกฤติต่อรัฐบาลโดยด่วนต่อไป


 

แอดในเนื้อข่าว